3 สัปดาห์สงครามเดือด! "พักรบ" หรือ "สันติภาพ"? บทเรียนราคาแพงที่ไทยต้องอ่าน
22 มี.ค. 2569
3 สัปดาห์สงครามเดือด! ถอดบทเรียนไทยกลางสมรภูมิ 3 ฝ่าย จบแบบ "พักรบ" หรือ "สันติภาพ" หลังโลกจ่อเข้าสู่ยุค Forever War
ข่าว
22 มี.ค. 2569
3 สัปดาห์สงครามเดือด! ถอดบทเรียนไทยกลางสมรภูมิ 3 ฝ่าย จบแบบ "พักรบ" หรือ "สันติภาพ" หลังโลกจ่อเข้าสู่ยุค Forever War
22 มีนาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เดินหน้าเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 พร้อมแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือปฏิบัติการภาคพื้นดินที่กำลังจะเกิดขึ้น
สหรัฐฯ พยายามดึงพันธมิตรเข้าร่วมคุ้มกันการเดินเรือ แต่ชาติยุโรปและญี่ปุ่นเลือกปฏิบัติการแยกส่วนเพื่อรักษาผลประโยชน์ตนเอง ขณะที่อิสราเอลอ้างทำลายเป้าหมายในอิหร่านกว่า 7,000 แห่ง รวมถึงฐานนิวเคลียร์
ไทยกลายเป็นคู่กรณีโดยไม่ตั้งใจหลังเรือสินค้าถูกยิง ณ ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 11 มี.ค. แม้ไทยจะประท้วงอย่างสูงสุดแต่ไร้การตอบสนอง ขณะเดียวกันไทยเลือก "ไม่ลงชื่อ" ประณามอิหร่านใน UNSC เพื่อรักษาดุลอำนาจทางการเมือง
1. สถานการณ์ล่าสุดครบ 3 สัปดาห์
- ก่อผลกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาดคิดแทบทุกมุมโลก
- สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรยุโรป เอเชีย และชาติที่เกี่ยวข้องรวมทั้งจีน ให้เข้าร่วมคุ้มกันการเดินเรือในตะวันออกกลาง
**แต่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ประกาศร่วมกันจะปฏิบัติการคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเอง และร่วมมือกับนานาชาติ โดยแยกออกจากปฏิบัติการของสหรัฐฯและอิสราเอล
- ชาติอาหรับที่ถูกอิหร่านโจมตี ทั้งที่ตั้งแหล่งผลิตพลังงาน ฐานทัพอเมริกันที่มีอยู่เกือบ 20 แห่ง
- อิสราเอล ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในสงคราม ระบุว่าได้ทำลายเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 7,000 แห่ง โดยเฉพาะขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่ยังทำลายการผลิตและการใช้ขีปนาวุธได้ไม่ทั้งหมด
**จุดเปลี่ยนของสงคราม “เนทันยาฮู” เตรียม ”ปฎิบัติการภาคพื้นดิน“ ซึ่งหากสบทบกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ กว่า 5,000 นายที่ออกจากฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นมารอคำสั่งว่าจะยกพลขึ้นบกเมื่อใด ถ้าเป็นจริงจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในสงครามครั้งนี้ เพราะจะเป็นการรบที่เต็มรูปแบบ ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก ไม่นับในโลกไซเบอร์
- อิหร่าน ปัจจุบันได้ตั้งผู้นำสูงสุด ผู้นำทางทหารและอื่นๆ คนใหม่ขึ้นมาทดแทนจากการถูกสังหาร ได้รวบรวมกำลังที่เหลือเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิที่ซับซ้อนขึ้น
**โจมตีเป้าหมายในอิสราเอล ชาติอาหรับ 8 ชาติ + ตุรกี (มีฐานทัพสหรัฐฯและนาโต้) และที่ไซปรัส (มีฐานทัพอังกฤษ)
**ที่สำคัญ อิหร่านได้โจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจทั้งทวีปเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ เช่น แหล่งผลิตพลังงาน เส้นทางคมนาคมขนส่ง สนามบินพาณิชย์ โรงแรม ตึกที่อยู่อาศัย และได้ปิดช่องแคบเฮอร์มุสลงเกือบหมด (95%)
2. บทเรียนของไทย
- ไทยได้กลายเป็นคู่กรณีกับอิหร่านโดยไม่ได้ตั้งตัว โดยเฉพาะกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ได้สั่งยิงเรือสินค้าติดธงชาติไทยที่ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อ 11 มี.ค.
- รัฐบาลไทยได้ ”ประท้วงอย่างสูงสุด“ ต่ออิหร่าน แต่อิหร่านก็ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองมากนัก
- ข้อสังเกตที่สำคัญคือในวันที่ 11 มี.ค. ที่สมาชิก UN 135 ชาติได้ร่วมกันเสนอร่างข้อมติต่อ UNSC เพื่อประณามอิหร่านในการโจมตีเรือที่ช่องแคบฮอร์มุสนั้น ไทยไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วย เหตุเพราะคงเห็นว่าร่างดังกล่าวไม่สมดุล ไม่ได้ระบุว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มก่อน
3. ผลของสงคราม
- สงครามนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงเป็นประวัติการณ์ มากกว่าในปีค.ศ.1956-1957 ที่มีการปิดคลองสุเอซ
- ในการรบ 20 วัน อิหร่านเสียชีวิตเกือบ 1,500 คน เลบานอนเกือบ 1,000 คน อิรักกว่า 61 คน จอร์แดนเกือบ 30 คน อิสราเอลเกือบ 20 คน (ไม่รวมคนไทย 1 คน) UAE เกือบ 10 คน คูเวต 6 คน โอมาน 3 คน บาห์เรนและซาอุดิอาราเบียประเทศละ 2 คน
- บาดเจ็บเกือบ 20,000 คน บ้านเรือน ทรัพย์สิน ธุรกิจเสียหายเป็นอันมาก อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายการทำสงคราม เช่น ของสหรัฐฯ ที่ว่ากันว่าสูงนับพันล้านเหรียญต่อวัน
- ในด้านความมั่นคง สงครามนี้ได้เปิดบริบทใหม่ของสงคราม "อสมมาตรสมัยใหม่” เต็มรูปแบบ ซึ่งบางส่วนอีกฝ่ายเรียกว่าเป็น “การก่อการร้าย” ในส่วนนี้หากดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน เราก็อาจจะเข้าสู่ยุค "สงครามตลอดกาล" (Forever War) ได้อย่างที่คาดการณ์กัน
- ในด้านการเมืองโลก สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำความเสียหายต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอันมาก
4. พักรบหรือสันติภาพ
- หลายฝ่ายเชื่อว่า สหรัฐฯ สามารถยุติสงครามและประกาศชัยชนะ "แบบจำกัด" ได้ เหตุเพราะได้สังหารประมุขของอิหร่านและผู้นำคนสำคัญ ๆ ไปเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
- ความสามารถด้านนิวเคลียร์ การผลิตขีปนาวุธ โดรน และการสนับสนุน "เครือข่ายต่อต้านผลประโยชน์ของสหรัฐฯ" ของอิหร่าน ได้ถูกทำลายไปมากที่สุดในรอบเกือบ 50 ปี มากกว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ทุกคนเคยทำได้
5. การเจรจาแบบ “Getting to Yes” ที่จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วนั้น จะเกิดขึ้นได้เมื่อคู่กรณี รวมทั้งฝ่ายที่สนับสนุน มองเห็นว่า
หนึ่ง ข้อตกลงนั้นยอมรับได้
เช่น สำหรับอิหร่าน คู่กรณีและนานาชาติจะต้องรับประกันความอยู่รอดของตน ยุติการใช้กำลังต่อตน ควบคุมอาวุธศัตรู และมีการควบคุมช่องแคบฮอร์มุสตามแนวทางใหม่ที่อิหร่านมีส่วนร่วม รวมทั้งยกเลิกการคว่ำบาตร ชดเชยค่าเสียหาย เป็นต้น
สำหรับสหรัฐฯ อิหร่านจะต้องยอมแพ้แบบไม่มีเงื่อนไข ยุติการพัฒนานิวเคลียร์ ควบคุมอาวุธ มีรัฐบาลหรือบางส่วนที่เป็นมิตร ไม่คุกคามสหรัฐฯ และพันธมิตรแบบเดิม
สำหรับชาติอาหรับ จะต้องไม่มีภัยคุกคามจากอิหร่าน และอิสราเอลจะต้องมีบทบาทใหม่ที่เหมาะสม เป็นต้น
สอง จะเป็นอันตรายมากกว่าหากไม่มีข้อตกลง
สาม มีรายละเอียดที่จะต้องเจรจากันต่อไป เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ของนานาชาติ ทั้งนี้ ข้อตกลงเดิม ๆ ที่มีความคืบหน้าอยู่บ้าง เช่น Abraham Accords สามารถนำมาเป็นแนวทางการเจรจาหรือยกระดับในการตกลงได้
ในประเด็นท่าทีของไทยต่อคู่สงคราม / ทูตพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เสนอเอาไว้น่าสนใจ
- ไทยเป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใด แต่ควรยืนบนหลักการ คือ กฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
- ถ้า รมว.ต่างประเทศของไทย ได้หารือกับอิหร่าน ควรย้ำว่า
1.ไทยเป็นมิตรกับอิหร่าน
2. ไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ
3. ไทยรับไม่ได้กับการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าชีวิตนักเรียนที่บริสุทธิ์กว่าร้อยต้องเป็นเหยื่อ
4. ขอทราบว่าประชาชนอิหร่านที่เป็นเหยื่อการโจมตี ขาดแคลนอะไรมากที่สุด ไทยจะรวบรวมส่งเป็นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
