ปมลึกจัดหนัก “หวังศุภกิจโกศล” รอยร้าวสีน้ำเงิน - แป้งมัน สกัด รมต.
22 มี.ค. 2569
ปมร้าวลึกจัดหนัก “หวังศุภกิจโกศล” รอยร้าวสางแค้นการเมืองสีน้ำเงิน - แป้งมัน นิติสงครามสกัดนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
ข่าว
22 มี.ค. 2569
ปมร้าวลึกจัดหนัก “หวังศุภกิจโกศล” รอยร้าวสางแค้นการเมืองสีน้ำเงิน - แป้งมัน นิติสงครามสกัดนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
ข้อกล่าวหา “คนการเมือง” ครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย ถูกพูดถึงอีกครั้ง นอกเหนือจาก “คดีที่ดินเขากระโดง” ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ทั้งในชั้นศาล และในคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โดยเมื่อวานนี้ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียก “คนการเมือง” ตระกูล “หวังศุภกิจโกศล” เข้าให้ปากคำ กรณีถูกกล่าวหาว่า บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด คดีบุกรุกที่ดินรัฐ “หาดสวนยา” ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เนื้อที่ราวๆ 16 ไร่เศษ เพื่อใช้ในกิจการโรงงานแป้งมัน โดยอ้างเอกสารสิทธิที่ดิน และที่ดินมือเปล่า แต่มีการโต้แย้งว่าที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินของรัฐ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นใกล้กับช่วงเวลาของการพิจารณารายชื่อคณะรัฐมนตรี(โผ ครม.2569)ชุดใหม่ ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 หลังพาพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
โดย 1 ใน “คนการเมือง” ที่ถูกดีเอสไอ ออกหมายเรียก คือ คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล และมีชื่อเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีในโควตาพรรคเพื่อไทยด้วย
กรณีที่เกิดขึ้นจึงถูกมองเป็นประเด็นทางการเมือง และถูกวิจารณ์จากบางฝ่ายว่า เป็นเกมสกัดไม่ให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่
กรณีนี้ หากมองให้ลึก จะพบว่าอาจมีอะไรมากกว่า “สกัดเส้นทางสู่เก้าอี้รัฐมนตรี” ของ “คุณปุ๋ง สุดาวรรณ” ที่ “ค่ายแป้งมัน” ส่งเข้าประกวด
เพราะ “คุณปุ๋ง” คือ ลูกสาวของ คุณวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ “กำนันป้อ” ประมุขค่ายแป้งมัน ซึ่งคุณวีรศักดิ์ ก็ถูกดีเอสไอ เรียกเข้าให้ปากคำในคดีเดียวกัน
ท่าทีของคุณวีรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เมื่อวาน พุ่งเป้า “การเมือง” อย่างไม่ปิดบัง โดยเฉพาะคำกล่าวแนวแขวะที่บอกว่า ต้องรีบกลับโคราช เพราะกลัวไม่มีน้ำมันเติมรถ คือการส่งสัญญาณถึงผู้มีอำนาจว่า ไปแก้ไขปัญหา “น้ำมันขาดปั๊ม” ซึ่งกระทบกับประชาชน และคะแนนนิยมของรัฐบาลก่อนดีไหม น่าจะดีกว่ามา “เล่นการเมืองกันเอง” แบบนี้
จริงๆ แล้ว “กำนันป้อ” ไม่ใช่คนอื่นไกลของค่ายสีน้ำเงิน แต่เคยสังกัดพรรคภูมิใจไทยมาก่อน เป็นนายทุนคนสำคัญ และได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง คือ รมช.คมนาคม และ รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย
แต่ก่อนการเลือกตั้งปี 66 “กำนันป้อ” ออกจากภูมิใจไทย ย้ายไปเข้าค่ายเพื่อไทย แล้วไป “เสริมแกร่ง” ให้กับ “เพื่อไทยโคราช” กวาดเก้าอี้ สส.เกือบยกจังหวัด
ปี 66 โคราชมี สส. 16 เก้าอี้ เพื่อไทยโดยความร่วมมือกันของ “เครือข่ายแป้งมัน” กับ “อดีตเลขาฯเสริฐ” ประเสริฐ จันทรรวงทอง ประสบความสำเร็จทางการเมือง กวาด สส.ได้ 12 เก้าอี้ จาก 16 เก้าอี้ ส่วนอีก 3 เก้าอี้เป็นของพรรคก้าวไกล หรือ พรรคส้ม เหลือให้ภูมิใจไทยแค่เก้าอี้เดียวเท่านั้น ทำเอาผู้นำจิตวิญญาณภูมิใจไทยถึงขั้นลมออกหู
เลือกตั้งปี 69 ภูมิใจไทยมีกระแส “ชาตินิยม” เป็น “ลมใต้ปีก” จึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะโค่นเพื่อไทย และเครือข่ายแป้งมันที่โคราชให้ได้ แต่ผลการเลือกตั้งออกมา สถานการณ์ไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร เพื่อไทยยังได้ถึง 10 เก้าอี้ ส่วนภูมิใจไทยได้แค่ 3
ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายแป้งมันยังขยายฐานไปอีสานใต้ ที่อุบลราชธานี กวาดไปถึง 4 จาก 11 เก้าอี้ เท่ากับภูมิใจไทย ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ชายแดน ซึ่งภูมิใจไทยน่าจะกวาด
แต่ด้วยผลงาน “ทุ่มจริง - ทำจริง” ของ คุณกังฟู วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ถึงขั้นทหารยังออกปากชม กองทัพภาคที่ 2 ยังเชิดชู ทำให้ได้คะแนนเข้ามาทั้งปาร์ตี้ลิสต์ และ สส.เขต
เหตุนี้เองที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ผู้นำจิตวิญญาณของภูมิใจไทย ต้องการ “สั่งสอน” พรรคน้องใหม่ ไม่ให้โตเร็วเกิน
แต่ “คุณกังฟู” ก็ทำงานการเมืองแบบ “คนรุ่นใหม่” ประกาศหนุนภูมิใจไทย แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาล หวังให้แก้ปัญหาชายแดน และพร้อมยกมือเห็นชอบกฎหมายสำคัญที่เป็นประโยชน์
แต่แล้วจู่ๆ ธุรกิจของครอบครัวก็มาถูกดำเนินคดี ทั้งๆ ที่การได้มาซึ่งที่ดิน ซื้อต่อมาแบบ “มีโฉนด” โดยไม่รู้ว่าโฉนดได้มาถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ดี มีการหารือกันวงในว่า ทางกลุ่มแป้งมันจะไม่โอดครวญ และพร้อมต่อสู้ตามข้อเท็จจริง
แต่ก็น่าคิดว่า ถ้าการครอบครองที่ดินแบบนี้ กลายเป็นความผิดของคนที่ถือเอกสารสิทธิ์ “มือสุดท้าย” แล้วผู้ครอบครองรีสอร์ทหรู แถวๆ เขาใหญ่ ปากช่อง ก็ต้องโดนดำเนินคดีกันหมดหรือไม่ เพราะก่อนที่โฉนดจะมาถึง “มือสุดท้าย” ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาก่อน และออกเอกสารสิทธิ์โดยชอบหรือไม่
สำหรับกรณี “นักการเมือง” ครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ระยะหลังมีคดีจำนวนไม่น้อยอยู่ใน 2 หน่วยงานสำคัญ คือ ดีเอสไอ กับสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเส้นทางคดีดำเนินการได้ 2 มิติ คือ
มิติที่ 1 ความผิดทางอาญา ข้อหาบุกรุกที่ดินรัฐ ผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ กรณีบุกรุกป่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ กรณีบุกรุกที่ ส.ป.ก. หรือนำ ส.ป.ก.ไปใช้ผิดประเภท ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นต้น คดีกลุ่มนี้มักอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ หรือ ดีเอสไอ
มิติที่ 2 ความผิดตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งที่ผ่านมา มีคนระดับ สส.และรัฐมนตรี โดนดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 2 ราย คือ คุณปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กับ คุณกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย
คดีกลุ่มนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และตัดสินชี้มูลได้เร็วกว่าคดีอาญา
ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวน “นักการเมือง” ที่ถูกกล่าวหาครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างน้อย 7 ราย มีทั้ง สส. และ สว. เข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
คดีลักษณะนี้ หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด จะส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา และหากศาลพิพากษาว่าผิดจริง จะโดนเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี (หมายถึงไปลงคะแนนเลือกตั้งไม่ได้ 10 ปี) และดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกือบทุกตำแหน่งไม่ได้ ตลอดชีวิต เรียกว่า “โดนใบดำ”
นอกจากนั้น ยังมีคำร้องที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักไต่สวนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของ สำนักงาน ป.ป.ช. อีกกว่า 200 คำร้อง แต่คำร้องกลุ่มนี้ นอกจากพฤติการณ์บุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐแล้ว ยังมีข้อกล่าวหาประเภท ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และออกใบอนุญาตในการประกอบกิจการโรงแรมนอกเขตพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดด้วย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหามีทั้งนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สำหรับคดีที่มีความคืบหน้าล่าสุด คือ คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด คุณสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เมื่อครั้งเป็น สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีถือครองที่ดิน ภ.บ.ท.5 ในจังหวัดกระบี่ กว่า 578 ไร่ โดยไม่มีคุณสมบัติครอบครองที่ดินได้ตามกฎหมาย
ก่อนหน้านั้นยังมีการชี้มูลอดีต สส.อีก 2 ราย จากพรรคการเมืองใหญ่ กรณีครอบครองที่ดินที่จังหวัดลำพูน และจันทบุรี
คำร้องและการชี้มูลดังกล่าวนี้ ยังไม่ถือว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด เพราะยังสามารถต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ในชั้นศาล
