การสังหาร ผู้นำประเทศ ขัดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือไม่
02 มี.ค. 2569
อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ตั้งข้อสังเกต การสังหาร ผู้นำประเทศ เข้าข่ายขัดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือไม่
ข่าว
02 มี.ค. 2569
อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ตั้งข้อสังเกต การสังหาร ผู้นำประเทศ เข้าข่ายขัดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือไม่
2 มีนาคม 2569 หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ และสังหาร อยาตุลเลาะห์ อาลี คามาเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน วัย 86 ปี อย่างรวดเร็วภายหลังการโจมตีระลอกแรกๆ ของปฏิบัติการร่วมสหรัฐฯ กับอิสราเอล ในจุดยุทธศาสตร์หลักหลายเมืองสำคัญของอิหร่าน โดยเฉพาะเตหะราน ขณะที่อิหร่านตอบโต้เดือด ส่งขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐและพันธมิตรในตะวันออกกลาง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 เรื่อยมาจนถึงวันนี้นั้น
ล่าสุด พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ นำเสนอบทความเกี่ยวกับ ข้อสังเกตกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ : ผู้นำประเทศ (นักการเมือง) กับการ เป็นเป้าหมายทางทหารระหว่างการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ (Targeting State and Political Leadership in International Armed Conflict) 1.หลักการทั่วไปผู้นำประเทศ (นักการเมือง) ที่อยู่ในพื้นที่ส่วนหลัง (พื้นที่ที่มิใช่ส่วนหน้า/แนวปะทะ) ไม่เป็นเป้าหมายทางทหารที่สามารถโจมตีหรือสังหารได้ เพราะไม่มีสถานะเป็นพลรบ (combatant) ดังเช่นกำลังพลทหาร ยกเว้นผู้นำประเทศนั้นมีตำแหน่งทางทหารซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาทหารได้จริง สามารถสั่งให้ทำการรบได้ ไม่ใช่ตำแหน่งทางทหารเชิงสัญลักษณ์ หรือหากไม่มีตำแหน่งทางทหารโดย นิตินัยแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบโดยพฤตินัยโดยตรง เช่น บัญชาการรบจากพื้นที่ส่วนหลัง ก็อยู่ใน ข่ายเป็นเป้าหมายทางทหารถูกโจมตีหรือสังหารได้
2.ข้อควรระวัง การโจมตีหรือสังหารผู้นำประเทศนั้นควรหลีกเลี่ยงไม่ให้มีผลกระทบต่อชีวิตและสวัสดิภาพของสมาชิกครอบครัวของผู้นำประเทศนั้น ตลอดจนของประชาชนที่พักอาศัยใกล้เคียงกับที่พำนัก หรือที่ทำงานของผู้นำประเทศ
3.นอกเหนือจากกำลังพลทหารที่เป็นเป้าหมายทางทหารได้แล้ว พลเรือน (นักการเมือง) ที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงป้องกันประเทศ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาทหารก็สามารถตกเป็นเป้าหมายทางทหารถูกโจมตีหรือสังหารได้
4.หากการโจมตีหรือสังหารนั้นไม่ได้ใช้ขีปนาวุธ แต่ใช้พลซุ่มยิง (sniper) หากพลซุ่มยิงแต่งเครื่องแบบ ทหารของรัฐคู่พิพาทแล้วถูกจับตัวได้ ก็จะมีสถานะเป็นเชลยศึก แต่ถ้าสวมชุดพลเรือนก็สามารถถูก ดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาหรือกฎหมายความมั่นคงปกติของประเทศที่เข้าไปปฏิบัติการ หากกฎหมายมีบทกำหนดโทษสูงสุดประหารชีวิต ก็สามารถประหารชีวิตได้
