svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

“ทรัมป์” ไม่ท้อ ฟาดกลับหลังศาลสั่งให้มาตรการกำแพงภาษีเป็นโมฆะ

21 ก.พ. 2569

"ทรัมป์" ตอบโต้คำตัดสินของศาลสูงสุด ฟาดกลับหลังตัดสินให้มาตรการกำแพงสหรัฐฯ เป็นโมฆะว่า เป็นความอับอายของชาติ

21 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ออกคำวินิจฉัยตีตกมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act) หรือ ไออีอีพีเอ (IEEPA) ที่สงวนไว้ในภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 โดยในคำพิพากษาหลักที่เขียนโดย จอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลสูงสุด ระบุว่า รัฐสภาเท่านั้น ที่มีอำนาจในเรื่องการเรียกเก็บภาษีแทบจะในทุกๆ กรณี เหตุผลโต้แย้งของฝ่ายบริหารของทรัมป์ ที่อ้างว่าเนื่องจากภาวะการณ์ขาดดุลต่างๆ ทางการค้า และการนำเข้ายาเสพติดอย่างผิดกฎหมายนั้น เป็นการเปิดทางให้ทางฝ่ายบริหาร มีอำนาจตามภาวะฉุกเฉินในการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม 
 

“ทรัมป์” ไม่ท้อ ฟาดกลับหลังศาลสั่งให้มาตรการกำแพงภาษีเป็นโมฆะ

ผู้ที่สนับสนุนคำวินิจฉัยนี้ เป็นตุลาการสายเสรีนิยม 3 คน และตุลาการสายอนุรักษนิยม 2 คน โดยแม้จะถือเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายบริหาร ที่แทบจะไม่เห็นบ่อยนักในการเมืองของสหรัฐฯ แต่อาจไม่ส่งผลกระทบต่อมาตรการภาษีทั้งหมดของทรัมป์ เนื่องจากยังคงมีผลบังคับใช้กับภาษีเหล็กและอลูมิเนียม ที่กำหนดภายใต้กฎหมายฉบับอื่น ยกเว้นภาษีใน 2 หมวดคือ ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่มีอัตราสูงถึง 34% สำหรับจีน และอัตราพื้นฐาน 10% สำหรับประเทศอื่นๆ กับภาษี 25% ต่อสินค้าบางรายการจากแคนาดา จีน และเม็กซิโก ที่ทรัมป์อ้างว่า ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถสกัดกั้นการนำเข้ายาเสพติด "เฟนทานิล" (fentanyl) ในสหรัฐฯ 
 

“ทรัมป์” ไม่ท้อ ฟาดกลับหลังศาลสั่งให้มาตรการกำแพงภาษีเป็นโมฆะ

หลังคำวินิจฉัยของศาล ทรัมป์ได้โพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่า "บรรดาตุลาการที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านมาตรการกำหนดอัตราภาษีศุลกากร ที่ยอมรับได้และเหมาะสมของเรา

ควรละอายใจตัวเอง" เขายังกล่าวในการแถลงข่าวด้วยว่า จะหาแนวทางอื่นมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการค้า ที่รวมทั้งการประกาศมาตรการล่าสุด คือ การจัดเก็บ "ภาษีทั่วโลก" ใน

อัตรา 10% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ในพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 (Trade Act 1974) ที่เปิดช่องให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลา

ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า และยังเล็งใช้มาตรา 232 และ 301 ด้วย

.

ทรัมป์สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ด้วยการประกาศให้วันที่ 2 เมษายน ปี 2568 เป็น "วันปลดแอก" (Liberation Day) โดยใช้อำนาจตามกฎหมายไออีอีพีเอ ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ขึ้นภาษีเป็น "รายประเทศ" ซึ่งมีประเทศไทยด้วย โดยในวันเดียวกันนี้ เขาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติด้วยการอ้างเรื่องที่สหรัฐฯประสบกับความไม่สมดุลทางการค้า ที่นอกจากจัดเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานครั้งใหม่อัตรา 10% กับสินค้าเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว เขายังประกาศเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้เพิ่มขึ้นในอัตราแรงๆ จากผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศที่ส่งออกสินค้ามายังสหรัฐฯ มากกว่าที่พวกเขานำเข้าจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ ด้วย
 

การขึ้นภาษีในตอนนั้น ได้เน้นไปที่ 15 ประเทศ ที่มีปัญหาการค้าส่วนใหญ่กับสหรัฐฯ และทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ ซึ่งได้แก่ อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคนาดา, จีน, สหภาพยุโรป, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลี, มาเลเซีย, เม็กซิโก, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, แอฟริกาใต้, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, ไทย, ตุรกี, เวียดนาม และสหราชอาณาจักร 
 

“ทรัมป์” ไม่ท้อ ฟาดกลับหลังศาลสั่งให้มาตรการกำแพงภาษีเป็นโมฆะ