svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?

21 ก.พ. 2569

ช็อกโลก! ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งเบรกกำแพงภาษี “ทรัมป์” โดยมีการวินิจฉัยว่าผู้นำสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้ จะกระทบคนไทยอย่างไร?

21 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาตามเวลาของประเทศไทย ศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6 ต่อ 3 ในคดี Learning Resources v. Trump โดยตัดสินว่า การที่รัฐบาลใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกนั้น "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" โดย "ทรัมป์" ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยอาศัยกฎหมาย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้าง ซึ่งศาลระบุว่า อำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร เป็นของสภาคองเกรส และไม่สามารถขยายความกฎหมาย IEEPA เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีทางการค้าในวงกว้างได้ 
 

สำหรับคำตัดสินดังกล่าวของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ นั้น อาจารย์ กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระในสหรัฐฯ ได้มีการแสดงความคิดเห็นระบุว่า
 

U.S. import tariff rates under President Trump's administration as of January 2026:
 

คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่สั่งระงับอำนาจภาษีของทรัมป์ถือเป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" (Game Changer) ในตลาดการเงินอย่างมาก โดยส่งผลกระทบต่อดัชนีหุ้นและราคาทองคำในทิศทางที่แตกต่างกัน ดังนี้ 
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?

1. ผลกระทบต่อดัชนีหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500, Dow Jones, Nasdaq)
 

โดยรวมแล้ว ตลาดหุ้นมักจะตอบรับใน "เชิงบวก" ต่อข่าวนี้ เนื่องจาก:
 

* คลายกังวลเรื่องเงินเฟ้อ: ภาษีนำเข้าเปรียบเสมือนภาษีผู้บริโภค เมื่อภาษีถูกระงับ ความกังวลว่าราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้น (Inflation) ก็ลดลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานเกินไป
 

* ต้นทุนบริษัทจดทะเบียนลดลง: บริษัทในกลุ่มค้าปลีก (เช่น Walmart, Target) และกลุ่มเทคโนโลยี (ที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วน) จะมีกำไรคาดการณ์ที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น 10-25%
 

* ลดความเสี่ยงสงครามการค้า: ตลาดเกลียดความไม่แน่นอน การที่ศาลเบรกภาษีช่วยลดโอกาสที่ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้สหรัฐฯ (Retaliation) ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกและกลุ่มข้ามชาติ
 

* ความเสี่ยงด้านงบประมาณ: ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มการเงินอาจกังวลเรื่อง "การขาดดุลงบประมาณ" เพราะรัฐบาลสูญเสียรายได้หลักล้านล้านดอลลาร์ที่เคยวางแผนไว้ ซึ่งอาจทำให้บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) ผันผวน 
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?

 

2. ผลกระทบต่อราคาทองคำ
 

ผลกระทบต่อทองคำมีความซับซ้อนและอาจเกิดแรงดึงสองทาง (Tug-of-War):
 

* แรงกดดันด้านลบ (Bearish): เมื่อความเสี่ยงจากสงครามการค้าลดลง "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) อย่างทองคำอาจถูกขายออกมาเพื่อโยกเงินไปเข้าตลาดหุ้นที่สดใสกว่า นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นชั่วคราว ซึ่งจะกดดันราคาทองคำให้ต่ำลง
 

* แรงหนุนด้านบวก (Bullish): หากตลาดมองว่าการที่รัฐบาลขาดรายได้จากภาษีจะทำให้ "หนี้สาธารณะสหรัฐฯ" พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ในระยะยาวอาจสั่นคลอน นักลงทุนจะกลับมาถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้และการด้อยค่าของเงินกระดาษ
 

* สรุปเทรนด์ทองคำ: ในระยะสั้นทองคำอาจ ปรับฐานลง (Correction) เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าลดลง แต่ในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทรัมป์จะหาเงินจากไหนมาชดเชยรายได้ที่หายไป หากใช้วิธีกู้เงินเพิ่มมหาศาล ทองคำจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง 
 

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระในสหรัฐฯ
 

สรุปภาพรวมสำหรับนักลงทุน
 

* หุ้น: เป็นโอกาสของหุ้นกลุ่มนำเข้าและสินค้าอุปโภคบริโภค แต่อาจเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มโรงงานผลิตในประเทศที่เคยได้อานิสงส์จากการกีดกันคู่แข่งต่างชาติ
 

* ทองคำ: อาจมีความผันผวนสูงในระยะสั้น แนะนำให้จับตาดูการแถลงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรื่องแผนการรับมือรายได้ที่หายไป
 

คำตัดสินนี้ช่วยขจัด "เมฆหมอก" ของสงครามการค้าออกไปได้ส่วนหนึ่ง ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนสหรัฐฯ ดูผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
 

“6:3 เจาะลึกผู้พิพากษาศาลฎีกาฯทั้ง 9 ท่าน”
 

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ทั้ง 9 ท่าน (ซึ่งแบ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก 6 ท่าน และเสียงข้างน้อย 3 ท่าน) โดยมีรายละเอียดรายบุคคลและเหตุผลประกอบการตัดสินดังนี้
 

ฝ่ายเสียงข้างมาก 6 ท่าน (ผู้ที่ตัดสินให้ภาษีทรัมป์เป็นโมฆะ)
 

ประกอบด้วยผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม 3 ท่าน และฝ่ายอนุรักษนิยม 3 ท่าน (รวมถึงประธานศาลที่ทรัมป์แต่งตั้งบางส่วน) โดยมีเหตุผลหลักคือ "หลักการแบ่งแยกอำนาจ"
 

* John Roberts (ประธานศาลฎีกา - สายกลางอนุรักษนิยม): เป็นผู้เขียนคำวินิจฉัยหลัก โดยเน้นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 1 มอบอำนาจการจัดเก็บรายได้และการค้าให้ "สภาคองเกรส" การที่ประธานาธิบดีนำกฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) มาใช้อย่างไม่มีขอบเขตถือเป็นการทำลายสมดุลของอำนาจ
 

* Neil Gorsuch (สายอนุรักษนิยม - ทรัมป์แต่งตั้ง): แม้จะถูกแต่งตั้งโดยทรัมป์ แต่เขาเป็นผู้นิยมหลักการตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด (Textualism) เขาเห็นว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนว่าให้ประธานาธิบดี "ตั้งภาษีเองได้ตามใจชอบ"
 

* Amy Coney Barrett (สายอนุรักษนิยม - ทรัมป์แต่งตั้ง): เธอร่วมกับเสียงข้างมากโดยมองว่า นโยบายที่มีผลกระทบกว้างขวางต่อเศรษฐกิจระดับล้านล้านดอลลาร์ (Major Questions Doctrine) จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนจากสภา ไม่ใช่แค่คำสั่งจากทำเนียบขาว
 

* Sonia Sotomayor (สายเสรีนิยม): มองว่าการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองในลักษณะนี้กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเกินขอบเขตเจตนารมณ์ของกฎหมายความมั่นคง
 

* Elena Kagan (สายเสรีนิยม): ชี้ให้เห็นว่าหากปล่อยให้ประธานาธิบดีมีอำนาจตั้งภาษีได้เอง จะทำให้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในเรื่องงบประมาณหมดความหมายไป
 

* Ketanji Brown Jackson (สายเสรีนิยม): ให้เหตุผลว่า "ภาวะฉุกเฉิน" ที่รัฐบาลอ้าง (เรื่องยาเสพติดและผู้อพยพ) ไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงเพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลในการเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลก
 

ฝ่ายเสียงข้างน้อย 3 ท่าน (ผู้ที่เห็นควรให้ทรัมป์มีอำนาจเก็บภาษี)
 

ทั้ง 3 ท่านเป็นสายอนุรักษนิยมที่มองว่าประธานาธิบดีควรมีอำนาจเด็ดขาดในเรื่องความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ
 

* Clarence Thomas: มองว่ากฎหมาย IEEPA มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีไว้อย่างกว้างขวางเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างประเทศ และศาลไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจทางนโยบายของฝ่ายบริหาร
 

* Samuel Alito: ให้เหตุผลว่าสถานการณ์ชายแดนและวิกฤตยาเสพติดถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่แท้จริง ซึ่งประธานาธิบดีมีสิทธิ์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบเพื่อตอบโต้
 

* Brett Kavanaugh: แม้จะยอมรับว่าคำตัดสินของศาลมีเหตุผลทางรัฐธรรมนูญ แต่เขากังวลเรื่องความวุ่นวายที่จะตามมาจากการต้องคืนเงินภาษี (Refunds) มหาศาล และมองว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางการเมืองมากกว่าศาล
 

สรุปสั้นๆ คือ ฝ่ายเสียงข้างมากเชื่อว่า "เงินภาษีต้องผ่านสภา" ส่วนฝ่ายเสียงข้างน้อยเชื่อว่า "ประธานาธิบดีต้องมีอำนาจจัดการภาวะฉุกเฉินได้ทันที" 
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?
 

"ปิดฉากภาษี Reciprocal: ศาลฎีกาตัดสิน Trump แพ้คดีประวัติศาสตร์—แนะแนวทางผู้นำเข้าขอคืนเงินภาษีแสนล้าน"
 

อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง ยังระบุว่า คำตัดสินนี้เป็นการสกัดกั้นนโยบาย "Reciprocal Tariffs" (ภาษีศุลกากรตอบโต้) ที่เป็นหัวใจหลักของรัฐบาลทรัมป์วาระที่สอง
 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามลำดับ :
 

1. ผลกระทบต่อรัฐบาล (The Administration)
 

สำหรับทำเนียบขาว คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนการถูกตัด "เส้นเลือดใหญ่" ทั้งในเชิงอำนาจและงบประมาณ
 

• ความพ่ายแพ้ทางรัฐธรรมนูญ: ศาลระบุว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ "จัดเก็บภาษี" (Taxing Power) โดยพลการภายใต้อ้างภาวะฉุกเฉิน เพราะเป็นอำนาจของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 1
 

• วิกฤตงบประมาณ: รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีที่คาดหวังไว้สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า และอาจต้องเผชิญกับภาระการคืนเงินภาษี (Refunds) ที่เก็บมาแล้วกว่า 1.3 - 1.7 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นทันที
 

• การเปลี่ยนกลยุทธ์: รัฐบาลจะหันไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น Section 232 (ความมั่นคงแห่งชาติ) หรือ Section 301(การค้าที่ไม่เป็นธรรม) แม้จะยังทำได้แต่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและถูกจำกัดขอบเขตมากกว่าเดิมมาก 
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?
 

2. ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ (The Business Sector)
 

ภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
 

• ความเชื่อมั่นกลับคืนมา: ตลาดหุ้นขานรับในเชิงบวก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก (Walmart, Amazon) และเทคโนโลยี เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านต้นทุนเริ่มคลี่คลาย
 

• การวางแผนระยะยาว: บริษัทต่างๆ ไม่ต้องสำรองเงินสดจำนวนมหาศาลเพื่อจ่ายค่าภาษีที่ผันผวนอีกต่อไป ช่วยให้สามารถนำเงินไปลงทุนในการขยายธุรกิจหรือการจ้างงานได้มากขึ้น
 

• สงครามกฎหมายครั้งใหม่: ธุรกิจนับพันแห่งจะเริ่มฟ้องร้องเพื่อขอคืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้วในช่วงปี 2025 ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและอาจใช้เวลานานหลายปี
 

3. ผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ (The Consumers)
 

นี่คือชัยชนะครั้งสำคัญของครัวเรือนชาวอเมริกันที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพมาตลอดปีที่ผ่านมา
 

• เงินเฟ้อชะลอตัว: นักวิเคราะห์คาดว่าการยกเลิกภาษีนี้จะช่วยลดอัตราเงินเฟ้อลงได้ถึง 1.8% ทำให้ราคาสินค้าจำเป็นมีแนวโน้มลดลง
 

• ค่าครองชีพลดลง: คาดว่าครอบครัวชาวอเมริกันจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ย 600 - 1,700 ดอลลาร์ต่อปี โดยเฉพาะราคาสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และชิ้นส่วนรถยนต์
 

• โครงการ "เงินปันผลภาษี" สิ้นสุดลง: แผนของทรัมป์ที่จะแจกเงินเช็ค $2,000 ให้ประชาชนจากรายได้ภาษีนำเข้า (Tariff Dividend) ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายเนื่องจากไม่มีแหล่งเงินทุนแล้ว
 

4. ผลกระทบต่อผู้นำเข้า (The Importers)
 

ผู้นำเข้าคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดและกำลังเผชิญกับความวุ่นวายในระยะสั้น
 

• สภาพคล่องทางการเงิน: บริษัทนำเข้าขนาดเล็กที่เกือบจะล้มละลายจากภาระภาษี 10-50% จะมีสภาพคล่องดีขึ้นทันทีจากการหยุดจ่ายภาษีที่หน้าด่าน
 

• ความยุ่งยากในการขอคืนเงิน: แม้ศาลจะสั่งว่าภาษีผิดกฎหมาย แต่ยังไม่มี "พิมพ์เขียว" ที่ชัดเจนว่ากรมศุลกากร (CBP) จะคืนเงินอย่างไร ผู้นำเข้าต้องเตรียมเอกสารย้อนหลังจำนวนมหาศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิ์
 

• การปรับราคาสินค้า: ผู้นำเข้าต้องเลือกว่าจะลดราคาสินค้าทันทีเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด หรือจะคงราคาสูงไว้ก่อนเพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
 

5. ผลกระทบต่อผู้ส่งออก (The Exporters)
 

ผู้ส่งออก โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิตเครื่องจักร จะได้รับอานิสงส์จากการที่คู่ค้าต่างชาติลดแรงกดดันลง
 

• การยุติการตอบโต้: ประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรป จีน และเม็กซิโก มีแนวโน้มที่จะยกเลิกภาษีตอบโต้ (Retaliatory Tariffs) ที่เคยเรียกเก็บจากสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง หมู และวิสกี้
 

• การฟื้นคืนตลาด: ผู้ส่งออกสหรัฐฯ จะกลับมามีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอีกครั้ง หลังจากที่ถูกคู่แข่งจากบราซิลหรือออสเตรเลียแย่งส่วนแบ่งตลาดไปในช่วงสงครามการค้า
 

• ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: บรรยากาศการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศจะผ่อนคลายลง ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแบ่งแยกขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าเดิม
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?
 

ขั้นตอนการขอคืนเงินภาษี (Refund Process) สำหรับผู้นำเข้า
 

การขอคืนเงินภาษีนำเข้า (Refund Process) หลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าภาษี IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีเงื่อนไขด้านเวลาที่สำคัญมาก โดยเฉพาะภายใต้กฎระเบียบใหม่ของกรมศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ที่เพิ่งเริ่มใช้ในเดือนนี้
 

นี่คือรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการที่ผู้นำเข้าต้องทราบ:
 

1. รูปแบบการรับเงินคืน: ระบบอิเล็กทรอนิกส์ 100%

ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป CBP ได้ยกเลิกการส่งเช็คคืนภาษีทางไปรษณีย์เกือบทั้งหมด (ตามคำสั่งประธานาธิบดีที่ 14247)
 

• ต้องใช้ ACH Refund: ผู้นำเข้าต้องลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านระบบ Automated Clearing House (ACH) เท่านั้น
 

• การลงทะเบียน: ต้องทำผ่านระบบ ACE Portal (Automated Commercial Environment) ภายใต้แท็บ "ACH Refund Authorization"
 

• บัญชีธนาคาร: ต้องเป็นบัญชีธนาคารในสหรัฐฯ พร้อมเลข Routing Number ที่ถูกต้อง หากไม่มีการลงทะเบียนนี้ CBP จะไม่สามารถโอนเงินคืนให้คุณได้
 

2. ช่องทางการขอคืนภาษี (3 เส้นทางหลัก)
 

เนื่องจากศาลฎีกาไม่ได้สั่งให้มีการคืนเงิน "โดยอัตโนมัติ" ในทันที ผู้นำเข้าจึงต้องดำเนินการผ่านช่องทางต่อไปนี้:
 

• ช่องทางที่ 1: การแก้ไขหลังสรุปรายการ (Post-Summary Correction - PSC)

 ◦ ใช้สำหรับรายการนำเข้าที่ยังไม่ถูกชำระบัญชี (Unliquidated)

 ◦ ผู้นำเข้าสามารถยื่น PSC ผ่านระบบ ACE เพื่อแก้ไขประเภทภาษีและขอคืนเงินส่วนเกินได้ทันที
 

• ช่องทางที่ 2: การคัดค้านอย่างเป็นทางการ (Protest - CBP Form 19)

 ◦ ใช้สำหรับรายการที่ชำระบัญชีแล้ว (Liquidated)

 ◦ เงื่อนไขสำคัญ: ต้องยื่นภายใน 180 วัน นับจากวันที่รายการนั้นถูกชำระบัญชี (Liquidation Date) หากเกินกำหนดนี้จะเสียสิทธิ์ในการขอคืนทันที
 

• ช่องทางที่ 3: การฟ้องร้องผ่านศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT Litigation)
 

◦ สำหรับบริษัทที่จ่ายภาษีไปเป็นจำนวนมาก การเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่ศาลการค้าระหว่างประเทศ (Court of International Trade) จะช่วยรักษาสิทธิ์ในการรับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย ในกรณีที่กระบวนการบริหารของ CBP ล่าช้า
 

3. เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม
 

ผู้นำเข้า (Importer of Record) ต้องจัดเตรียมหลักฐานเพื่อยืนยันการชำระภาษีผิดกฎหมาย ดังนี้:
 

• Entry Summaries (CBP Form 7501): รายงานสรุปการนำเข้าที่ระบุรหัสภาษี IEEPA และจำนวนเงินที่จ่ายจริง
 

• Commercial Invoices & Packing Lists: เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้าและประเภทพิกัดศุลกากร (HS Code)
 

• Proof of Payment: หลักฐานการโอนเงินชำระค่าภาษีให้แก่ CBP
 

4. ข้อควรระวังด้านระยะเวลา
 

แม้ศาลจะตัดสินว่าภาษีเป็นโมฆะ แต่ CBP มักจะไม่รีบเร่งในการคืนเงิน:
 

• ระยะเวลารอคอย: กระบวนการตรวจสอบและคืนเงินอาจใช้เวลาตั้งแต่ 90 วัน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณคำร้องที่มีจำนวนมหาศาล
 

• ดอกเบี้ย: การขอคืนเงินผ่านระบบปกติอาจไม่ได้ดอกเบี้ย เว้นแต่จะเป็นการคืนเงินตามคำสั่งศาลจากการฟ้องร้องโดยตรง
 

คำแนะนำเพิ่มเติม:
 

ในขณะนี้มีการเสนอ ร่างกฎหมาย RELIEF Act เข้าสู่สภา เพื่อบังคับให้ CBP คืนเงินโดยอัตโนมัติภายใน 90 วันโดยไม่ต้องรอการยื่นคำร้องรายบริษัท ซึ่งต้องติดตามว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านการอนุมัติหรือไม่ 
 

เมื่อศาลสั่งเบรกกำแพงภาษีทรัมป์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อกับโลกใบนี้?