ส่วนความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อตัวท่านและสังคม ผลโพลสะท้อนความกังวลของประชาชนว่า ตนเองและสังคมจะหมดศรัทธากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ (เอาผิดได้แค่คนตัวเล็ก) ถึง 34.50% รองลงมาคือ หมดความเชื่อมั่นต่อ กกต. ในคดีใหญ่ๆ 24.73% และ หมดหวัง/เลิกสนใจการเมือง 22.17% ขณะที่ 7.95% กังวลว่าความขัดแย้งจะรุนแรงจนนำไปสู่การชุมนุมประท้วง ส่วนผู้ที่ไม่กังวลเพราะ เชื่อว่า กกต. พิจารณาอย่างเป็นธรรม มีเพียง 1.97% ประเด็น อื่นๆ หมดหวังกับประเทศชาติจะไม่พัฒนาไปกว่านี้ 0.51% และ ไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 8.17%
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้สรุป 5 นัยยะสำคัญจากผลไอเอฟดีโพล และ 5 ข้อเสนอแนะ ถึง กกต. ดังนี้
1) วิกฤตศรัทธาต่อคนตัวใหญ่ (82%) ประชาชนถึง 82% กังวลว่าการลงโทษจะไปไม่ถึงตัวการใหญ่หรือนายทุนเบื้องหลัง ขณะเพียง 7% ที่เชื่อว่าจะเอาผิดได้ทั้งหมด
2) วิกฤตศรัทธาต่อสภาสูง องค์กรอิสระ และทุนการเมือง (61%) ความคลางแคลงใจลุกลามสู่กลไกรัฐรวม 61% ได้แก่ องค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือ 32%, สว. ขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ 17% และความหวั่นเกรงว่ากลุ่มทุนกับการเมืองจะร่วมมือกันกินรวบแต่งตั้ง สว. อีก 12%
3) วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม (60%) เมื่อกลไกรัฐถูกตั้งคำถามความล้มเหลวในการลงโทษผู้บงการจึงสะเทือนกระบวนการยุติธรรมรวม 60% โดยส่งผลเสียในระดับองค์กรจากการขาดศรัทธาต่อ กกต. 25% และลึกลงไปถึงระดับโครงสร้างยุติธรรมในภาพรวมอีก 35%
4) วิกฤตศรัทธาว่าอนาคตจะมีการฮั้ว สว. อีก (22%) หากไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และครอบคลุมทั้งระบบ คดีนี้จะกลายเป็น "พิมพ์เขียว" ที่ทำให้ผู้กระทำผิดมองว่าคุ้มค่าและเสี่ยงต่ำ พร้อมตอกย้ำความกังวลว่าการเลือก สว. ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยังคงถูกบิดเบือนต่อไป และ 5) วิกฤตศรัทธาต่ออำนาจประชาชน (30%) ผลกระทบทั้งหมดปะทุกลับมาที่ภาคประชาชน ทำให้ Active Citizen หรือพลชาติที่ห่วงบ้านเมืองเกิดวิกฤตศรัทธาต่ออำนาจตนเองถึง 30% โดย 22% สิ้นหวังจนเลิกสนใจการเมือง และอีก 8% กังวลว่าความหมดหวังจะถูกดันไปสู่การชุมนุมประท้วง
ส่วน 5 ข้อเสนอแนะถึง กกต. ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า
1) กกต.อย่าตัดตอนก่อนส่งศาลฎีกาตัดสิน ไม่ตัดตอนหรือหยุดคดีเองในชั้น กกต. แต่ควรรวบรวมเรื่องส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม
2) กกต. ทำสำนวนดี: ข้อมูลรัดกุมครบ ทำสำนวนอย่างละเอียด รอบคอบ และครบถ้วน ทั้งสำหรับใช้เองและส่งศาล ปิดช่องโหว่ไม่ให้สำนวนอ่อนจนหลุดคดี เพื่อให้สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้จริง
3) กกต.เน้นตัวการใหญ่: ผู้วางระบบฮั้ว ผู้ให้เงินฮั้ว ผู้ปฏิบัติการฮั้ว ต้องมุ่งเอาผิดถึงผู้บงการ/ตัวใหญ่ ไม่ใช่จับเพียง "ปลาซิวปลาสร้อย" แล้วปล่อยตัวจริงให้รอดยกเข่งหรือรอดไปได้บางส่วน
4) กกต. เปิดหลักฐาน: คณะไต่สวนชุด 26 และ 36 ซึ่งทั้ง 2 คณะนี้กลับมีความเห็นย้อนแย้งกัน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
5) กกต. เสนอ: แก้พิมพ์เขียว ป้องกันฮั้ว สว. อีก หากปล่อยไว้ กลุ่มที่ฮั้วจะมองว่าคุ้มค่าและเสี่ยงต่ำ จนทำซ้ำรอบถัด กกต. จึงต้องถอดบทเรีย