2.สถานการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทย (SET Index) คาดดอกเบี้ยสหรัฐยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งคาดว่าอยู่ในกรอบ 5.00-5.25% ในเดือนมี.ค. ซึ่งในยุโรปก็ต้องขึ้นตาม ส่วนไทยและจีนไม่มีความจำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพราะประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งจากคาดการณ์เงินเฟ้อของไทยน่าจะเข้าในกรอบเป้าหมายไตรมาส 2 ปี 66 ดังนั้น เมื่อเงินเฟ้อไม่ได้เป็นปัจจัยกดดัน เหมือนประเทศฝั่งยุโรป หรือ สหรัฐ ฉะนั้น เงินเฟ้อจะไม่ใช่ปัญหาของเมืองไทย สะท้อนว่าไม่มีความจะเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย เหมือนยุโรปและสหรัฐ ที่ดอกเบี้ยจะอยู่ระดับ 4-5%
และ 3.มองว่าเศรษฐกิจจีนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่ง บล.กสิกรไทยเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นจีน เนื่องจากมองว่าประเทศจีนยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจการเงินและการคลังได้ ขณะที่ยุโรปและสหรัฐไม่สามารถกระตุ้นการเงินและคลังได้แล้ว เพราะว่าเงินเฟ้อระดับสูงกดดันอยู่ ดังนั้น ตลาดหุ้นที่จะดีอยู่ในช่วง 6 เดือนแรกปีหน้า มองว่ายังเป็นในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยทาง บล.กสิกรไทย เลือกตลาดหุ้น “ไทย-จีน” ที่มีผลตอบแทนระดับน่าลงทุน และในครึ่งปีหลังปี 66 คาดฟันด์โฟลว์จะไหลกลับไปในตลาดประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ และ ยุโรป ขณะที่ในครึ่งหลังปี 66 ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจเข้ามา
สำหรับ บล.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวก โดยเลือก 3 อุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือ 1.ธุรกิจความงาม มองว่าคนจีนน่าจะเข้ามาทำศัลยกรรมในไทยมากขึ้น 2. กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง มองตลาดปัจจุบันมีการเติบโตสูงมาก โดยบล.กสิกรไทย มีมุมมองเชิงบวก โดยเลือก 3 อุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือ 1.ธุรกิจเสริมความงาม คาดว่าคนจีนจะเข้ามาดูแลความงามในไทย 2. อาหารสัตว์ ตลาดเติบโตมาก 3. กลุ่มเทคคอนเซาท์ 4.กลุ่มโรงไฟฟ้า
ปีหน้ามองตลาดหุ้นจีน-ไทย มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในครึ่งปีแรก หลังจากนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวฟันด์โฟลว์จะไหลกลับ โดย 1,740 จุด หลังจากนั้นให้ทยอยขายทำกำไร เพราะไม่เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะไปไกลกว่านี้