แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายลงในช่วงปลายปี 2564 ความต้องการใช้น้ำมันก็กลับมาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถูกซ้ำเติมจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนในช่วงเดือน ก.พ.2565 ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นระดับ 122-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยน้ำมันดีเซล ทำสถิติสูงสุด 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมี.ค.2565 น้ำมันดิบ แตะระดับ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบนซิน อยู่ที่ระดับ 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิกฤติดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้นยกแผง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากที่มีเงินสะสมอยู่ราว 4 หมื่นล้านบาท อุดหนุนราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม หรือ LPG มาตลอด 2 ปี ก่อนทยอยปรับขึ้น 15 กิโลกรัม 15 บาทต่อถัง จนล่าสุดตรึงไว้ที่ 408 บาทต่อถัง จากต้นทุนที่แท้จริง 460 บาทต่อถัง
กระทรวงฯ ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะปัจจุบัน กองทุนน้ำมันใช้เงินเข้าไปพยุงราคาดีเซล ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 35 บาทต่อลิตร จากก่อนหน้าที่ที่ต้องเข้าไปพยุงถึง 14 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กระทรวงฯ ยังเตรียมดำเนินมาตรการพยุงอัตราค่าไฟฟ้าในไตรมาส 4 ปีนี้ ถึงไตรมาส 1 ของปี 2566 ให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 4.72 บาทต่อหน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยหากราคาLNG สูงเกิน 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู จะให้ กฟผ.และโรงไฟฟ้าเอกชน หันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซซึ่งคาดจะใช้ดีเซลวันละ 200-300 ล้านลิตร