กรมสรรพากรเล็งตัดลดรายการ 'ลดหย่อน' ภาษี
17 ต.ค. 2565 | kwanprasert_sri

สรรพากรเตรียมตัดลดรายการลดหย่อนภาษี และเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี หลังรายได้จัดเก็บไม่ทันรายจ่ายที่เกิดขึ้น
ข่าว
17 ต.ค. 2565 | kwanprasert_sri

สรรพากรเตรียมตัดลดรายการลดหย่อนภาษี และเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี หลังรายได้จัดเก็บไม่ทันรายจ่ายที่เกิดขึ้น
อธิบดีกรมสรรพากร ลวรณ แสงสนิท ระบุ กรมฯอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดรายการลดหย่อนและยกเว้นทางภาษีในบางรายการ เนื่องจาก ได้ใช้มาอย่างยาวนาน ฉะนั้น จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุง
“เห็นด้วยที่จำเป็นต้องทบทวน เพราะค่าลดหย่อนหรือยกเว้นทางภาษีบางเรื่อง เป็นการให้สิทธิประโยชน์มาเป็นเวลายาวนาน ดังนั้น ควรมาทบทวน”
กรมสรรพากรถือเป็นกรมจัดเก็บภาษีที่นำส่งรายได้ให้รัฐบาลราว 70 % ของรายได้สุทธิ คาดว่า ในปีงบประมาณ 2565 ที่สิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมานี้ คาดว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร จะเกินกว่าเป้าหมายราว 2.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะเกินกว่าเป้าหมาย แต่เป็นเพราะเราตั้งเป้าหมายต่ำ
การปรับโครงสร้างภาษีมีความจำเป็น เพราะที่ผ่านมารายได้ของรัฐบาลโตไม่ทันรายจ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการปฏิรูประบบภาษีของประเทศ ทำเป็นเรื่องๆ แต่เราจำเป็นต้องดำเนินการ
ปรับปรุงทั้งโครงสร้างภาษีให้เป็นสากล รวมถึง ปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีโดยมีรมว.คลัง เป็นประธาน โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบีเข้ามาช่วยให้คำปรึกษา เพื่อให้โครงสร้างภาษีของไทยเป็นสากล
“ในช่วงที่ผ่านมารายได้ของรัฐบาล ขยายตัวไม่ทันกับรายจ่าย ทำให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมาอย่างยาวนาน เราจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อให้เรามีรายได้ เพียงพอต่อรายจ่าย”
ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ศึกษาพบว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลสุทธิต่อ จีดีพียังคงลดลงต่อเนื่องจาก14.64 %ในปีงบประมาณ 2564 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 13.31%ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่จำเป็นต้องปฏิรูปภาษี
ข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า นับตั้งแต่ปี 2542 หรือหลังวิกฤติต้มยำกุ้งมาได้สองปี รัฐบาลไทยตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมาโดยตลอด จนถึงล่าสุดปีงบประมาณ 2566 ที่ตั้งงบประมาณแบบขาดดุล 6.95 แสนล้านบาท คิดเป็น 22% ของงบประมาณรายจ่าย
เฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด ตั้งแต่ปี 2563 จนถึง 2565 การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอยู่ในระดับที่สูงชนเพดานที่รัฐบาลจะสามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลได้ตามกฎหมาย โดยปีงบประมาณ2563 รัฐบาลกู้ชดเชย 6.83 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.3% ของงบประมาณรายจ่ายในปีนั้น เกือบชนเพดานการกู้ชดเชยตามกฎหมาย
ในปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 6.08 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.8% ของงบประมาณรายจ่าย ต่ำกว่าเพดานสูงสุดที่สามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 1.27 แสนล้านบาท และปี 2565 รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 7 แสนล้านบาท คิดเป็น 22.6 % ของงบประมาณรายจ่ายในปีนั้น โดย เป็นการกู้เต็มเพดานเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเท่าที่กฎหมายจะให้ได้
การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปี ตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ กำหนดให้รัฐบาลสามารถกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีต้องไม่เกิน 20% ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นๆ กับอีก 80 % ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินกู้ในปีงบประมาณนั้นๆ