นายมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เริ่มจากการรวมกลุ่ม 7 ครอบครัวผู้เลี้ยงหนูพุกใหญ่รวมกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนหนูพุกใหญ่พรหมพิราม โดยปัจจุบัน มีสมาชิกที่เลี้ยงหนูพุก 20 ราย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดสุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร โดยสมาชิกทั้ง 20 ราย จะเลี้ยงแล้วส่งผลผลิตให้กับตน ซึ่งมีการรับประกันราคารับซื้อไว้กิโลกรัมละ 130-150 บาท พร้อมกับทำตลาด หากมีองค์ความรู้ใหม่ๆก็จะมีการนำไปสอนให้กับลูกฟาร์ม เพื่อให้การผลิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในแต่ละเดือนมีหนูออกมาประมาณ 600-1,000 กิโลกรัม แต่ว่าในช่วงฤดูฝนนี้อาหารถิ่นขายยาก ก็จะมีการรับซื้อหนูประมาณเจ้าละ 200 กิโลกรัม ปัจจุบันการขายปลีกก็ไม่เพียงพอขายเพราะความต้องการในท้องตลาดมีมาก เรื่องหนูล้นตลาดจึงไม่กังวลเพราะว่ามีการทำตลาดวงกว้าง การผลิตกับลูกฟาร์มผลิตเท่าไหร่ก็ขายได้หมด
ปัจจุบันลูกฟาร์มกว่า 50% เป็นผู้ที่เกษียณอายุราชการ ที่หันมาทำฟาร์มหนูพุกใหญ่ เป็นอาชีพเสริมรายได้ ส่วนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก อาหารมีเพียงหัวอาหาร ข้าวโพด หญ้าหวานเนเปีย หญ้าหวานอิสราเอล เลี้ยงเพียง 3 เดือนก็ได้หนูที่มีขนาดน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมแล้ว ส่วนพ่อแม่พันธุ์จะให้อาหารประมาณ 18-20% เพื่อไม่ให้อ้วนจนเกินไปจนมีผลต่อร่างกาย