ตำรวจแจงยิงผู้บุกรุกเข้าบ้าน ผิดไหม? ย้ำสิทธิป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ
12 ส.ค. 2569 | titayu_pur

โฆษกตำรวจแจงชัดข้อกฎหมาย กรณีเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุก ย้ำสิทธิป้องกันตัวตามมาตรา 68 ต้องพอสมควรแก่เหตุ ชี้ขั้นตอนสอบสวนคดีอาญาไม่ใช่การปรักปรำ
ข่าว
12 ส.ค. 2569 | titayu_pur

โฆษกตำรวจแจงชัดข้อกฎหมาย กรณีเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุก ย้ำสิทธิป้องกันตัวตามมาตรา 68 ต้องพอสมควรแก่เหตุ ชี้ขั้นตอนสอบสวนคดีอาญาไม่ใช่การปรักปรำ
KEY
POINTS
12 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาชี้แจงข้อกฎหมาย กรณีเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกเสียชีวิตภายในบ้านพัก โดยย้ำว่า กฎหมายอาญา มาตรา 68 รับรองสิทธิการ ป้องกันตัว หากเจอกระทำอันละเมิดและภยันตราย ใกล้จะถึงอย่างพอสมควรแก่เหตุ พร้อมสยบกระแสสังคมชี้ขั้นตอนสอบสวนคดี ยิงโจรเข้าบ้าน เพื่อรวบรวมหลักฐานตาม ข้อกฎหมาย ไม่ใช่การปรักปรำคน ยิงผู้บุกรุก ว่าผิดเสมอไป
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจ และถกเถียงในประเด็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการที่เจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกจนเสียชีวิต โดยได้นำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอธิบาย เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมย้ำว่า
กระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และไม่ได้เป็นการด่วนสรุปความผิดของเจ้าของบ้าน
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตามหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย จะถือเป็นเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยาน เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจใช้อาวุธ
ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ก่อนทำความเห็นทางคดี เสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป
ดังนั้น จึงไม่สามารถสรุปผลทางกฎหมายได้ทันที เพียงเพราะประเมินจากสถานะว่า ผู้เสียชีวิตเป็น "ผู้บุกรุก" หรือเหตุเกิด "ภายในบ้าน"
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่า กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของประชาชน ในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งกำหนดหลักเรื่อง "การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย" ไว้ว่า หากมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำจะไม่มีความผิด
ทั้งนี้ ไม่มีหลักการตายตัวที่ระบุว่า “คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี” และในทางกลับกันก็ไม่มีหลักว่า “ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี” แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยแบ่งแยกได้ดังนี้:
การป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ เช่น กรณีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านยามวิกาล เข้ามาประชิดตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน
การกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจ้าของบ้านยังติดตามไปใช้อาวุธทำร้าย อาจเข้าสู่หลักตามมาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ และหากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจพิจารณาไม่ลงโทษก็ได้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การที่ตำรวจเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ไม่ได้หมายความว่าตำรวจสรุปให้ผู้ที่ป้องกันตัวเป็นคนผิด แต่เป็นหน้าที่ในการรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด ก่อนที่กระบวนการยุติธรรม ทั้งพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล จะพิจารณาวินิจฉัยตามลำดับข้อเท็จจริง
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้เป็นสองขั้วว่า "ยิงได้" หรือ "ยิงไม่ได้" แต่สิ่งสำคัญคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ กฎหมายไม่ได้พิจารณาแค่เพียงว่าเหตุเกิด "ในบ้าน" หรือ "นอกบ้าน" แต่ดูที่พฤติการณ์ ภยันตรายที่ใกล้จะถึง และความพอสมควรแก่เหตุเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจทั้งสิทธิของตนเองและเข้าใจกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น