นอกจากนั้น ความไม่เท่าเทียม ความสามารถในการแข่งขันเริ่มลดถอย ฐานะของเราเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้แก้ได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้นักวิชาการไทยรู้หมด เช่น ภาคเกษตร เป็นสินค้าด้อยค่าเพราะไม่มีเทคโนโลยี สินค้าพื้นๆ ควบคุมตลาดไม่ได้ ไม่มีตลาดรองรับ
สิ่งเหล่านี้จะแก้ได้ ถ้าเราจะแก้ความสามารถการแข่งขัน เราแก้ได้โดยการแก้กฎหมาย การศึกษาที่คร่ำเครอะ ต้องเปลี่ยน ช่องว่างความเลื่อมล้ำที่มีเยอะเพราะเกษตรกรยากจน ขณะที่แรงงาน ค่าจ้างขึ้นมานิดๆหน่อยๆ พอเป็นแบบนี้ทำไมจะแก้ไม่ได้
ส่วน กระทรวงมหาดไทย ต่อไปต้องมองว่า ธุรกิจไม่ใช่ทำแล้วขาย การเติบโตจากภายในเป็นสิ่งเดียวที่จะประคองได้ ถ้าจีนและโลกยังเป็นแบบนี้ อีก 2-3 ปีเจอแน่ ไต้หวันสงบยากมาก สถานการณ์จะตึงเครียดและกระทบทั่วโลก
ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นนักพัฒนา ต้องวางแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตช่วยเกษตรกรอย่างไร จะโปรโมทท่องเที่ยวอย่างไร จะร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างไร จังหวัดใหญ่ถ้าพร้อมให้เลือกตั้ง ส่วนจังหวัดเล็กไม่พร้อมกระทรวงมหาดไทยเข้าไปดูแล
อีกทั้งเส้นทางคมนาคมจำเป็นมาก ถ้ารถไฟเชื่อมต่อได้ทั่วถึงทุกภาค การท่องเที่ยวโตได้ทันที ปัญหาคือทำไมไม่ทำ ทำไมต้องเป็นคนไทยลงทุนถ้าเงินไม่มี ประเทศลงทุนไม่ได้หรือ ทั้งหมดอยู่ที่ต้องคิดและเอาปัญญามาดูว่า อะไรเป็นจุดอ่อน อะไรแก้ไขได้ และแก้ไขไม่ได้
นายสมคิด กล่าวว่า อะไรทำให้แก้ไขไม่ได้ ทุกประเด็นที่พูดมาต้องแก้กฎหมาย ที่ล้าสมัยต้องเปลี่ยนแปลง ต้องมีการชี้นำจากภาครัฐ จากผู้นำ ต้องมีการขับเคลื่อนแก้กฎหมายในสภา เปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัย เราซีเรียสเรื่องนี้หรือไม่ เวลาเราจะหมดลงเรื่อยๆ
ถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้ การเมืองไทยความพร้อมยังน้อยเพราะคนยังจนอยู่ แต่ต้องตระหนักว่าสถานะจริงๆของประเทศอยู่ที่ไหน เรากำลังเผชิญกับอะไร ต้องเตรียมตัวเราก่อน ถ้าโลกแย่เราต้องโตจากภายใน งบประมาณต้องจัดสรร เป็นหน้าที่ของการเมือง ปัญหาไม่ได้อยู่ข้างล่าง แต่อยู่ที่กลไกการเมือง เป็นเรื่องใหญ่มาก
ที่ผ่านมามาพอเป็นรัฐบาลต้องเตรียมเลือกตั้ง จะไปได้อีกสักกี่น้ำ เราตกลงมาเรื่อยๆ เรายังดีที่พื้นฐานยังมีศักยภาพ มีความหนาแน่นเพียงพอ แต่ต้องรีบเวลามีน้อย
"ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจะเกิดขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ระเบียบวิธีการบริหารจัดการประเทศนี้ ทุกอย่างยังรวมศูนย์อำนาจไม่กระจาย ไม่เน้นความรู้ ไม่เน้นเทคโนโลยี และยังมีทุจริตคอร์รัปชั่นสูงอย่างนี้ น่าเป็นห่วง เศรษฐกิจไม่มีทางขึ้นมาเหมือนสมัยก่อน"
ดังนั้นเมื่อประเทศไทย ไม่สามารถพึ่งพาการเติบโตจากนอกประเทศได้ เราก็กลับมาพึ่งพาการเติบโตจากในประเทศ ที่ต้องขับเคลื่อนด้วย เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เหลืออยู่ คือ
- 1. การท่องเที่ยว ที่ยังต้องกระจายการเติบโตไปในทุกจังหวัด ทำให้รายได้กระจายตัวไปในถึงทุกชุมชน เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามา 40 ล้านคนก็จริง แต่สัดส่วน 70% กระจุกตัวอยู่แค่ 3 จังหวัดคือสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่
- 2.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคนไทย และธุรกิจไทย รองรับดิจิทัลอีโคโนมี ซึ่งภาครัฐต้องมีการปรับแก้กฎหมายให้ทันสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ผลักดันธุรกิจสตาร์ตอัป ดิจิทัลมันนี่ คนไทยทุกคนสามารถฝึกทักษะด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในราคาถูก หากเราทำช้าทุกอย่างก็จะยิ่งล้าหลัง เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน และความสามารถของประเทศจะถดถอยยิ่งมากขึ้น
- 3.กลไกการเมืองไทยต้องไม่ปล่อยไปสู่จุดที่เป็น อลิการ์ก (Oligarch) หรือ อภิมหาเศรษฐี (นายทุน) เข้ามาแทรกแซงการเมือง ทำให้เกิดโครงสร้างอำนาจ ที่กำหนดนโยบายการบริหารประเทศไปผิดทิศผิดทางได้ มองว่า อาวุธของประชาธิปไตย อยู่ที่การออกมาโหวต ขณะที่รัฐบาลตอนนี้ต้องเร่งกลับมาสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ สร้างพลังงานบริหารจัดการให้ได้
“ เพราะตอนนี้ต่างชาติกำลังมองเราเหมือนเรือที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร ที่กำลังจะเผชิญกับพายุลูกใหญ่ เราต้องเตรียมตัว แม้ที่ผ่านมาเราจะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสะสมมานาน แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกสั่นคลอนลงไป เพราะตอนนี้จริงๆ แล้ว เศรษฐกิจไม่มีแรง จีดีพีปีนี้โต 2.5% ไม่ได้เป็นที่น่าพอใจ เราเหมือนคลานไปเรื่อยๆ เราคงไม่ปล่อยให้อนาคตเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนี้ ทุกคนต้องรู้บทบาทหน้าที่ตัวเอง และร่วมกันแก้ไขปัญหาสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยด้วยความรู้และปัญญา”
อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำว่าคริปโตอีโคโนมี คือ เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยมีแรง คลานไปเรื่อยๆ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างนี้ รัฐบาลตอนนี้พูดคนไม่ฟัง ทำให้ขาดความเชื่อมั่น ขาดความเชื่อถือ ขาดความเชื่อใจ ไม่ดีกับทุกฝ่าย รัฐขาดพลังของการขับเคลื่อน การแก้ปัญหาเบาแรงมากไม่มีพลังเลย ต้องพยายามรวมศูนย์ใหม่ คนจึงจะสามารถมีพลังได้ พูดต้องให้คนเชื่อ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นรัฐบริหารจัดการไม่ได้
ที่เห็นชัดๆคือ การเมือง ประชาธิปไตยถ้ายังเป็นอย่างนี้ยังใช้เงินในการซื้อส.ส.อย่างนี้ ไม่รู้ว่าเงินไปมีอำนาจตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรและรุนแรงขึ้นมามากถึงขนาดนี้ได้อย่างไร สุดท้ายมันไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่เป็นคณาธิปไตย คนไม่กี่กลุ่มสามารถใช้ประชาธิปไตยให้เกิดประโยชน์ และจะมีผู้ที่มีอำนาจอยู่ข้างในและมีนักธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นและทำให้ทิศทางการเมืองไทยไปสู่ทิศทางที่ไม่ใช่ในเชิงพัฒนาประเทศ
ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ไม่ใช่แค่นายกฯมีหรือเปล่าไม่รู้ ตกลงใครเป็นนายกฯใครจะเป็นนายกฯกันแน่ ใครจะเป็นคนนำ ชี้ทิศทางประเทศ ใครจะเป็นคนเตรียมการ ภายใต้ภาวการณ์อย่างนี้เหมือนเรือที่ลอยไม่รู้จะลอยไปไหน ลอยนานแล้ว มรสุมกำลังจะมาแล้วจะลอยไปไหนอย่างไร เอาให้ชัดภาวะอย่างนี้น่ากังวล
ถ้ามีปัญหาอึดอัด อย่าใช้กำลัง อย่าลงถนน เพราะการลงถนน ประชาธิปไตยลงถนนได้ ไม่ผิด แต่ทุกอย่างต้องนำไปสู่การแก้ไขระบบที่ไปในทางพัฒนาประเทศ ที่มีปัญหาทุกวันนี้เพราะเราอยู่ในระบบแต่ระบบไม่สามารถแก้ปัญหาได้
“อาวุธที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยคือ โหวต และการเลือกตั้ง อย่ามองข้ามเรื่องโหวต และให้ประชาชนรู้จักสถานะที่แท้จริงของประเทศ ให้รู้อนาคตของลูกหลาน เวลาไม่มีแล้ว ต้องช่วยกันพัฒนา เรื่องการเลือกตั้งในระบบนี้ก็ต้องมีการเลือกตั้ง เอาคนที่เหมาะสมที่สุดมาบริหารประเทศจึงจะเปลี่ยนประเทศไทยได้”
ในตอนท้าย อดีตนายกรัฐมนตรี ยกคำกล่าวของนายแพทย์ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่กล่าวว่า “ปัญญาจะช่วยสร้างคน สร้างสังคม สร้างชาติ” เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการร่วมมือกันพัฒนาประเทศต่อไป
ขอบคุณข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ