เนชั่นทีวี

ข่าว

EEC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

18 ส.ค. 2565 | kwanprasert_sri

EEC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

การลงทุนในEECนั้น ขณะนี้ อาจจะยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยการลงทุนในEECดังกล่าว ถือเป็นการกระจายการเติบโต และ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ กล่าวปาฐกถาพิเศษ EEC : NEW Chapter NEW Economy ในงานสัมมนาจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยระบุว่า  การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือEEC จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่สำคัญผลักดันให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพื้นที่ดังกล่าวที่คลอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด จะมีสัดส่วนต่อจีดีพีราว 10-20% เมื่อรวมกับพื้นที่เศรษฐกิจอื่นในไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครที่มีสัดส่วนต่อจีดีพี 50% จะทำให้จีดีพีของประเทศในระยะ 4 ปีข้างหน้าสามารถขยายตัวได้ถึง 5-10%

EEC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

การลงทุนในอีสเทิร์นซีบอร์ดในอดีต จีดีพีของไทยมีการเติบโตแบบ Double digit แต่วันนี้ ด้วยเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ของเรา แม้การลงทุนใน EEC จะช่วยขับเคลื่อนได้ แต่ก็อาจจะยากที่ทำได้ในระดับนั้น ถ้า 5-10% ก็พอได้ ถ้าอุตสาหกรรมย้ายเข้ามาลงทุน ก็จะเป็นแรงส่ง ซึ่งเราก็คาดหวังว่า EEC จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

การลงทุนในEECนั้น ขณะนี้ อาจจะยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยการลงทุนในEECดังกล่าว ถือเป็นการกระจายการเติบโต และ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย ฉะนั้น การดีไซน์การลงทุนต้องมีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ การลงทุนในEEC ที่เริ่มเกิดขึ้นก็มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีแล้ว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น สนามบินอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โดยโครงการเหล่านี้ ภาครัฐได้สนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนในลักษณะPPP เป็นวงเงินรวม 1.8 ล้านล้านบาท

EEC เครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

หลายคนบอกว่า ขณะนี้การลงทุนในพื้นที่ EEC เริ่มแผ่วลง ขณะที่ การลงทุนในเวียดนามกลับมาแรง แต่ถ้าเรามาดูตัวเลขการลงทุนFDIล่าสุด พบว่า มียอดการลงทุนสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์  โดยเป็นการลงทุนจากต่างประเทศทั้งในอุตสาหกรรมเดิม ซึ่งเป็นการขยายการลงทุนและนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึง การลงทุนจากนักลงทุนรายใหม่ โดยเฉพาะจากค่ายรถยนต์ หลังจากรัฐบาลประกาศส่งเสริมการลงทุนในรถยนต์อีวี

สำหรับ แผนการส่งเสริมการลงทุนใน EEC นั้น รัฐบาลได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งการจะที่ปรับเปลี่ยนการลงทุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักหรืออุตสาหกรรมใหญ่ในอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อปี 2530 มาเป็นอุตสาหกรรมใหม่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะจะกระทบต่อซัพพลายเออร์ที่มีอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรัฐบาลได้ออกมาตรการส่งเสริมเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยบางอุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับเปลี่ยนแล้ว เช่น อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องสำหรับการลงทุนในอีวี

 

ทั้งนี้ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ใน EEC คงไม่สามารถทำได้เพียงทีเดียวสำเร็จ แต่จะต้องค่อยๆปรับไปตามผลกระทบและโอกาส ซึ่งการนำวิจัยและการพัฒนาหรือR&Dเข้ามาช่วยเสริม จะสามารถสนับสนุนให้อุตสาหกรรมใหม่ในEECมีการเติบโต

นอกจากนี้ ยังต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย เพราะแรงงานขาดแคลน ขณะที่ ความแม่นยำ รวดเร็วก็ไม่ได้ ดังนั้น ระบบ Manual คงใช้ไม่ได้ นี่คือ ทิศทางการลงทุนในอนาคต ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนจะไปทางไหน ภาคเอกชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งหากมองตามกระแสโลกคงหนีไม่พ้นเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลก็ตอบโจทย์ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในรถยนต์อีวีไปแล้ว

 

เขายังแนะนำให้ EEC เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นในพื้นที่ EEC ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการเข้ามา ขณะเดียวกัน ยังมอบโจทย์ด้วยว่า ในพื้นที่EEC ควรมีจุดที่แสดงให้เห็นว่า จุดใดเป็น Smart City ซึ่งจะดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนสร้างสำนักงานใหญ่ในพื้นที่ EECได้ด้วย

 

EEC ต้องมีชีวิตชีวา ไม่ใช่มีแค่โรงงานอุตสาหกรรม หรือที่พัก แต่ต้องนำศิลปวัฒนธรรมเข้าไปเชื่อมโยง ซึ่งจะก่อให้เกิด Soft Power ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ของท้องถิ่น ก็ฝากไว้ให้คิด