กรมการปกครอง ชี้แจงว่า หากปรากฏว่ากรรมการหรือคณะกรรมการของมูลนิธิผู้ใดดำเนินกิจการของมูลนิธิผิดพลาดเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ ดำเนินกิจการฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของมูลนิธิ หรือมีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย อาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการหรือคณะกรรมการมูลนิธิผู้นั้นได้ ตามมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กรณีที่ 2: มูลนิธิกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย (มาตรา 131)
หากปรากฏว่ามูลนิธิมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย หรือดำเนินกิจการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ รวมถึงกรณีที่มูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย อาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิกมูลนิธิได้ ตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ย้ำต้องพิจารณาตามพยานหลักฐาน ชี้ข่าวกล่าวหา ยังไม่อาจถือเป็นข้อยุติ
ทั้งนี้ กรมการปกครองขอยืนยันว่า การพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับมูลนิธิใด ๆ จะต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการตรวจสอบอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การปรากฏเป็นข่าวหรือข้อกล่าวหากระแสสังคมยังไม่อาจถือเป็นข้อยุติว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการดำเนินกิจการที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย หน่วยงานผู้มีอำนาจจะพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
พร้อมเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้บริจาค ตลอดจนป้องกันมิให้มีการนำมูลนิธิไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย