ชี้พิรุธเบิกจ่ายหลักล้าน-ท้าเปิดหลักฐาน
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนของการโอนเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีนั้น ออยศรี บอกว่า ของมูลนิธิองค์กรทำดี เวลาจะเบิกจ่ายถ้าเกินกว่า 5 แสนบาท ต้องทำวาระการประชุม มีมติการประชุม และต้องลงลายมือชื่อเกินครึ่งหนึ่งของกรรมการ โดยสลิปที่ออกมา บุ๋ม นำไปโอนให้กับบุคคลภายนอก ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และมีการโอนเงินมากกว่า 5 แสนบาทหลายครั้ง ดังนั้น ต้องไปไล่ดูว่า ใครบ้างที่จะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ เพราะหากนำเงินออกมามากกว่า 5 แสนบาทแล้วไม่ได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการ ผลก็จะเกิดกับ บุ๋ม
ส่วนตัวของช่างเอ๋ มองว่า ก็ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วย และช่างเอ๋ก็มีพยานหลักฐานทั้งหมด ดังนั้น จึงอยากให้พี่บุ๋มนำพยานหลักฐานมาโต้แย้งด้วย อย่างที่บอกว่า มีการว่าจ้าง 50 ล้านบาท ตอนแรกบอกเป็นช่างเอ๋ ตอนหลังบอกไม่รู้ว่าใครเป็นช่าง แต่พี่บุ๋มโอนให้ช่างเอ๋ และพี่บุ๋มเป็นถึง ดร. และเป็นประธานอยู่ในมูลนิธิระดับต้น ๆ ที่ได้รับความไว้วางใจ ดังนั้น เงินในระดับ 50 ล้านบาท จะไม่ลงไปดูด้วยตนเองบ้างหรือ และมองว่าจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ มีสลิปออกไปแต่ไม่มีใบเสร็จกลับมาก็ไม่ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ หากจะมีการแจ้งความกลับ ตนก็ยินดี และจะได้ให้พนักงานสอบสวนขอหลักฐานมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า “ทนายเปิ้ล” ทนายความของบุ๋ม ซึ่งมีชื่อปรากฏว่าเป็นกรรมการและเลขานุการของมูลนิธิองค์กรทำดี ถอนตัวจากการทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดี ออยศรีระบุว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวจากการติดตามข่าวสาร และต้องการฝากกำลังใจไปถึงทนายเปิ้ล บุ๋ม รวมถึงทีมงานทั้งหมดของมูลนิธิ โดยระบุว่า ไม่ว่าที่ผ่านมาทุกคนจะดำเนินการอย่างไร หากทุกฝ่ายยืนยันว่า ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องและทำความดีมาโดยตลอด ก็เชื่อว่าความจริงและพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งที่กลับมาปกป้องทุกคนเอง
สำหรับการประกาศยุติการดำเนินงานของมูลนิธิองค์กรทำดีเป็นการชั่วคราว ออยศรีมองว่า เป็นทางเลือกที่เหมาะสมในระหว่างที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เห็นว่าควรดำเนินการควบคู่ไปกับการระงับการรับบริจาคผ่านบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่า บุ๋มเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและรู้จักบุคคลระดับผู้ใหญ่ในหลายวงการ ออยศรี ระบุว่า ตนไม่ได้มีเส้นสายหรือบุคคลใดคอยสนับสนุน ขณะที่บุ๋มถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการที่ตนให้ความเคารพ และยอมรับว่าบุ๋มอาจมีโอกาสรู้จักบุคคลสำคัญจำนวนมากจากการทำงานช่วยเหลือสังคมที่ผ่านมา
ออยศรียังยืนยันด้วยว่า จะสู้ไม่ถอยจนกว่าคดีความจะยุติ และตนเองไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวอะไรกับบุ๋ม ตนเเป็นเพียงประชาชนคนธรรมดาเท่านั้น โดยเชื่อใจพี่บุ๋มว่า น่าจะสู้อย่างตรงไปตรงมา
“ขอยืนยันตรงนี้ แม้แต่ก้าวเดียวออยก็ไม่ถอย จนกว่าคดีนี้จะสิ้นสุดและได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน การช่วยเหลือสังคมใช่ การทำดีใช่ แต่วันนี้เรามาหาความจริงกันอยู่ เงินที่พี่บุ๋มเอาไปใช้ที่มาจากการบริจาค เอาไปใช้ถูกต้องหรือไม่ การที่เป็นบุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้หมายความว่าพูดความจริงทุกคน เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะต้องพิสูจน์ และมูลนิธิองค์กรทำดีมีการนำความรัก ความศรัทธา และความไว้วางใจของประชาชนไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่"
ระบุยังไม่ทราบ Last Boss โยนถามทนายดัง
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกเรียกว่า “Last Boss” หรือบุคคลที่อาจมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังเรื่องดังกล่าว ออยศรีระบุว่า อยากให้ประชาชนติดตามข้อมูลและพฤติการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะหากมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใดที่สามารถบ่งชี้ความเชื่อมโยงได้ ก็จะทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น
ตนยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า ใครเป็นบุคคลที่ถูกเรียกว่า Last Boss แม้ส่วนตัวจะมีข้อสันนิษฐานหรือคิดถึงบุคคลบางรายอยู่ในใจ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันหรือระบุชื่อบุคคลใด จึงต้องรอการตรวจสอบและพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน
ลั่นอาญาแผ่นดินยอมความไม่ได้-จ่อเรียกคนดังพยาน
ขณะที่นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ กรรมการฝ่ายกฎหมายบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด ทนายความ ระบุว่า คดีนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู เพราะความผิดที่แจ้งข้อกล่าวหาเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้ ซึ่งคดีนี้ไปถึงชั้นอัยการและชั้นศาลแน่นอน ดังนั้น ภาพคืนดีกันไม่มีแน่นอน ตอนนี้เริ่มมีผู้เสียหายติดต่อมาแล้ว 2 คน คือ ทนายดังภาคอีสาน 1 แสนบาท และมีผู้เสียหายอีก 20,000 บาท ที่ติดต่อมาทางตนเอง รวมถึงวันนี้ทาง นายภูวกรก็เป็นตัวแทนรับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่โอนเงินมา 2,000 บาทมาด้วย รวมกับคุณออยศรีก็เป็นทั้งหมด 4 คน
การดำเนินการครั้งนี้เป็นการตรวจสอบและใช้กระบวนการทางกฎหมาย หากใครกระทำความผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงก็ตาม และตนก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่า มีหนึ่งในนักข่าวอาวุโสที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิ ใครก็ตามที่เป็นคณะกรรมการในมูลนิธิ หรือเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ จะต้องนำพยานหลักฐานมาชี้แจง มีส่วนรู้เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินจำนวนมากภายในมูลนิธิ หากพิสูจน์ได้ก็จบ รวมถึงทนายความที่เพิ่งลาออกไปเป็นนักกฎหมาย ต้องทราบว่าการโอนเงินจำนวนมากขนาดนี้ โดยไม่รู้ไม่เห็นและไม่มีมติประชุมที่รับรองของมูลนิธิ ไม่น่าเป็นไปได้
ส่วนกรณีช่างเอ๋นั้น จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ช่างเอ๋เพียงจัดทำใบเสนอราคาให้กับมูลนิธิ แต่ทางมูลนิธิไม่ได้ว่าจ้าง ซึ่งหากมีการเสนอราคาแต่ไม่มีการตอบรับ สัญญาว่าจ้างก็ไม่เกิดขึ้น มูลนิธิจึงต้องไปว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น และเมื่อวานปรากฏหลักฐานว่า มีการนำเงินมูลนิธิไปใช้จ่ายในพูลวิลล่าอย่างชัดเจน จึงอยากให้คุณบุ๋มมาตอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน
และจากการตรวจสอบเบื้องต้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโรงทานของมูลนิธิ ซึ่งมูลนิธิควรออกมาเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบ เนื่องจากเป็นเงินบริจาคของประชาชน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่าหลายล้านบาท
ส่วนกรณีช่างเอ๋นั้น จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่ปรากฏ ช่างเอ๋เพียงจัดทำใบเสนอราคาให้กับมูลนิธิ แต่ทางมูลนิธิไม่ได้ว่าจ้าง ซึ่งหากมีการเสนอราคาแต่ไม่มีการตอบรับ สัญญาว่าจ้างก็ไม่เกิดขึ้น มูลนิธิจึงต้องไปว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่น
ยืนยันว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และหากจะฟ้องกลับในฐานหมิ่นประมาทก็ดำเนินการได้เลยและหลังจากนี้ ตนจะให้พนักงานสอบสวนเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นพยาน ทั้งคุณหนุ่ม กรรชัย และคุณพุทธ อภิวรรณ ซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานกับทางกองปราบด้วย
เปิดโรดแมปยื่นสอบรอบทิศ!
ทั้งนี้ ภายในสัปดาห์หน้า จะเดินสายร้องเรียนตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากวันจันทร์จะไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบเรื่องการเปิดมูลนิธิ วันอังคารจะไปยื่นเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบเรื่องเงินและทรัพย์สินของมูลนิธิ วันพุธจะไปยื่นเรื่องให้กรรมาธิการการฟอกเงินตรวจสอบอีกมิติหนึ่ง