วันนี้ นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ได้เผยแพร่คำแถลงการณ์ขอโทษดิฉัน ตามคำสั่งของศาลอาญาในคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อความกล่าวหาดิฉันในอดีตว่าเป็นบุคคลที่ “ขายชาติ” และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดฉากการฝึกลูกช้างด้วยวิธีการทารุณกรรมที่เรียกว่า “ผ่าจ้าน”
ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดิฉันยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เป็นความจริง
ตลอดชีวิตการทำงานของดิฉัน ดิฉันได้อุทิศเวลาและความพยายามในการช่วยเหลือสัตว์ โดยเฉพาะการรณรงค์ต่อต้านการทารุณกรรมช้าง การยุติการใช้ความรุนแรงในการฝึกช้าง และการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิภาพสัตว์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ดังนั้น การถูกกล่าวหาว่าดิฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดฉากการทารุณกรรมลูกช้าง จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวหาบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงานที่ดิฉันและเพื่อนร่วมงานได้อุทิศชีวิตทำมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ยิ่งไปกว่านั้น การถูกกล่าวหาว่าเป็นคน “ขายชาติ” เป็นถ้อยคำที่รุนแรงและสร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอย่างมหาศาล
สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้จักดิฉัน ไม่เคยติดตามการทำงานของดิฉัน และไม่เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงมาก่อน เมื่อได้อ่านข้อความกล่าวหาเหล่านั้น ก็อาจเกิดความเข้าใจผิดและตัดสินดิฉันจากข้อมูลเพียงด้านเดียว
ในช่วงเวลานั้น ดิฉันต้องเผชิญกับถ้อยคำดูหมิ่น การโจมตี และความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังจากผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมออนไลน์
บางคนไม่เคยพบหน้าดิฉัน ไม่เคยรู้จักตัวตนหรือการทำงานของดิฉันเลยด้วยซ้ำ แต่กลับแสดงความเกลียดชังราวกับว่าข้อกล่าวหาที่ได้รับรู้นั้นเป็นความจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว
นี่คือความเสียหายที่เกิดขึ้นได้จากการเผยแพร่ข้อความกล่าวหาบุคคลหนึ่งต่อสาธารณะ โดยที่ผู้รับสารจำนวนมากไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
หากมีใครถามดิฉันว่า วันนี้ดิฉันพอใจกับคำแถลงการณ์ขอโทษดังกล่าวหรือไม่
ดิฉันคงต้องตอบตามความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า
ดิฉันรับทราบคำขอโทษนั้น และเคารพกระบวนการยุติธรรม
แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และความรู้สึกของดิฉัน ไม่อาจได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ด้วยคำขอโทษเพียงไม่กี่ประโยค
เพราะข้อความกล่าวหาที่เคยถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนจำนวนมาก บางคนอาจเคยอ่านเฉพาะข้อความกล่าวหา แต่ไม่มีโอกาสได้อ่านคำขอโทษในวันนี้ บางคนอาจยังคงเข้าใจดิฉันผิด โดยไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคดีความได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนใดแล้ว
การทำลายชื่อเสียงของคนคนหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่การกอบกู้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากสังคมกลับอาจต้องใช้เวลายาวนานหลายปี
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อตัวดิฉันเท่านั้น
แต่ยังส่งผลต่อมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม (Save Elephant Foundation) และการทำงานขององค์กรที่ต้องอาศัยความไว้วางใจจากผู้สนับสนุน อาสาสมัคร และประชาชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ และเมื่อความน่าเชื่อถือนั้นถูกกระทบจากข้อกล่าวหาที่ดิฉันยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ความเสียหายที่ตามมาย่อมไม่อาจประเมินได้จากจำนวนข้อความหรือจำนวนครั้งที่มีการเผยแพร่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบวนการทางศาลได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ ดิฉันก็เคารพคำสั่งศาล และยอมรับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
ดิฉันเชื่อว่าการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเองเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนทุกคน และไม่มีใครควรถูกบังคับให้ยอมรับการกล่าวหาที่ตนเห็นว่าไม่เป็นความจริง เพียงเพราะผู้กล่าวหาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีตำแหน่ง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก
ความรับผิดชอบของผู้ที่ใช้ความรู้และตำแหน่งทางวิชาการสื่อสารต่อสังคม
วันนี้ดิฉันอยากฝากข้อความถึงนายอานนท์ด้วยว่า
นอกจากคดีที่มีการเผยแพร่คำขอโทษในวันนี้แล้ว ยังมีคำสั่งศาลในคดีก่อนหน้านี้ที่ดิฉันเห็นว่ายังไม่ได้รับการปฏิบัติให้ครบถ้วน
ดิฉันจึงขอให้ท่านตรวจสอบและดำเนินการตามคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวด้วย เพื่อให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้รับการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน
อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากกล่าวถึง คือความรับผิดชอบของบุคคลที่มีบทบาทเป็นนักวิชาการและอาจารย์ ดิฉันเชื่อว่า นักวิชาการมีหน้าที่สำคัญในการสร้างองค์ความรู้ ส่งเสริมการใช้เหตุผล และช่วยให้สังคมเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง การมีความรู้และความสามารถทางวิชาการควรเป็นเครื่องมือในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ไม่ใช่เป็นเหตุผลให้บุคคลใดสามารถกล่าวหาผู้อื่นโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ
โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะเป็นครูบาอาจารย์ ย่อมมีบทบาทในการเป็นแบบอย่างให้แก่นักศึกษาและประชาชน
ก่อนจะเขียนหรือเผยแพร่ข้อความที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอื่น จึงควรให้ความสำคัญกับหลักฐาน ความถูกต้อง และความเป็นธรรม
ความเป็นนักวิชาการไม่ได้สะท้อนจากตำแหน่งหรือคุณวุฒิเพียงอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนผ่านความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง ความรอบคอบในการใช้เหตุผล และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของคำพูดตนเองด้วย
การวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ในสังคมประชาธิปไตย
ดิฉันยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่เคยคาดหวังให้ทุกคนเห็นด้วยกับการทำงานของดิฉัน แต่การวิพากษ์วิจารณ์กับการกล่าวหาบุคคลโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอเป็นคนละเรื่องกัน เราสามารถไม่เห็นด้วยกับแนวคิดหรือการทำงานของบุคคลอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำลายชื่อเสียงหรือศักดิ์ศรีของคนอื่น
และหากพบว่าข้อมูลที่ตนเคยเผยแพร่ไม่ถูกต้อง ก็ควรมีความรับผิดชอบในการแก้ไขข้อมูลนั้นอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
ดิฉันยังจำได้ว่า ในช่วงที่มีการเผยแพร่ข้อความกล่าวหาดิฉันบน Facebook มีบุคคลบางท่านซึ่งเป็นอาจารย์ในสถาบันเดียวกันเข้าไปแสดงความชื่นชอบ กดไลก์ต่อข้อความดังกล่าว
ดิฉันไม่อาจทราบได้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้รับข้อมูลมากน้อยเพียงใดในเวลานั้น
แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดิฉันรู้สึกผิดหวัง เพราะดิฉันคาดหวังว่าผู้ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้แก่สังคมจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนสนับสนุนข้อความที่อาจสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ดิฉันหวังว่าเรื่องราวครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น สื่อสังคมออนไลน์ควรเป็นพื้นที่แห่งความรู้ ไม่ใช่เครื่องมือทำลายชีวิตผู้อื่น
ท้ายที่สุด ดิฉันอยากฝากข้อคิดถึงทุกท่านที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์
ทุกวันนี้ Facebook และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและความเข้าใจของผู้คน ข้อความเพียงหนึ่งโพสต์สามารถถูกส่งต่อไปยังผู้คนนับพันหรือนับหมื่นคนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว หากเราใช้สื่อเหล่านี้เพื่อเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้อง และเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้อย่างมหาศาล
แต่หากเราใช้สื่อเหล่านี้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ กล่าวหาผู้อื่น หรือปลุกกระแสความเกลียดชัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจรุนแรงเกินกว่าที่ผู้เขียนคาดคิด
ก่อนจะเขียนข้อความกล่าวหาใครสักคน ดิฉันอยากให้ทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบแล้วหรือยัง
เรามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ เราได้รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายแล้วหรือยัง และหากข้อความนั้นไม่เป็นความจริง เราพร้อมจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้อื่นหรือไม่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งสำคัญ แต่เสรีภาพนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อความจริงและสิทธิของบุคคลอื่น
ดิฉันไม่ได้เขียนข้อความนี้เพื่อต้องการสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลใด แต่ต้องการบอกเล่าความรู้สึกและผลกระทบที่ดิฉันได้รับจากการถูกกล่าวหา เพื่อให้สังคมได้ตระหนักว่าเบื้องหลังข้อความที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์นั้น มีชีวิต มีครอบครัว มีเพื่อนร่วมงาน และมีชื่อเสียงของคนจริง ๆ ที่อาจได้รับความเสียหาย
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ดิฉันเลือกใช้เวลาและความสามารถในการทำงานเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ไม่สามารถพูดปกป้องตัวเองได้
ดิฉันอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่ดิฉันทำ แต่ดิฉันจะไม่ยอมให้ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงมากำหนดคุณค่าของชีวิตและการทำงานของดิฉัน
ดิฉันยังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรม และจะเดินหน้าทำงานเพื่อสัตว์ต่อไปด้วยความตั้งใจเช่นเดิม เพราะชื่อเสียงของคนคนหนึ่งอาจถูกทำร้ายด้วยถ้อยคำ แต่ความจริง ความซื่อสัตย์ และการกระทำที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ยังคงเป็นสิ่งที่ดิฉันยึดมั่นเสมอ
ขอให้เรื่องราวครั้งนี้เป็นบทเรียนแก่พวกเราทุกคนว่า
ก่อนจะใช้คำพูดทำลายชื่อเสียงของใคร จงตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าคำพูดนั้นตั้งอยู่บนความจริง เพราะคำขอโทษในภายหลังอาจไม่สามารถลบความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ทั้งหมด