รายละเอียดในประกาศระบุว่า นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 โดยมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้ได้สัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 และได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556
อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม ได้ทำการสืบสวนบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทยซึ่งอาจมีพฤติกรรมกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม และพบข้อเท็จจริงว่า นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ ยังคงใช้สัญชาติอเมริกันในการเดินทางเข้า-ออกไปยังประเทศออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องถึง 16 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569
ชี้กระทบความมั่นคง มท.1 อาศัยอำนาจกฎหมายสั่งถอนทันที
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการใช้สัญชาติเดิม (อเมริกัน) ซึ่งขัดต่อเงื่อนไขในการยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นไทย อีกทั้ง นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ ได้รับทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติแล้ว กรณีนี้จึงเข้าเงื่อนไขการถูกถอนสัญชาติไทยตามมาตรา 19(2) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่ายังคงใช้สัญชาติเดิมอยู่ หากปล่อยเนิ่นช้าออกไป อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เซ็นคำสั่งเพิกถอนสัญชาติไทยของ นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ โดยทันที
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ เป็นผู้นำชุมชนชาวยิวและดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายชาบัด (Chabad) ในประเทศไทย