โดย นายพฤฒิรัตน์ ระบุว่า เด็กมีความตั้งใจ การแข่งขันรถยนต์ การประท้วงเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ไม่ได้มีการประท้วงนักแข่ง น้องนักแข่งในวันนั้นทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีและสมบูรณ์แบบ เพียงแต่เกิดข้อสงสัยกติกาเทคนิค ก็เป็นสิทธิ์ประท้วงในข้อสงสัย
เปิดผลสอบเครื่องยนต์ไม่ตรงสเปก ย้ำควรตัดสินจบหน้าสนาม
นายพฤฒิรัตน์ ระบุว่า ผลการตรวจสอบ ปรากฏว่า "ผิดกฎ" เพราะชิ้นส่วนที่เปลี่ยนไปไม่ตรงกับรุ่นที่กำหนด (รุ่น Cadet B กำหนดให้เครื่องยนต์ต้องเหมือนกันทุกประการ หรือที่เรียกว่า One Make Race) แต่ จริงๆแล้ว การประท้วงควรจะสิ้นสุดและตัดสินตั้งแต่ "ที่สนามแข่ง" ไม่ใช่มาจบที่ ร.ย.ส.ท. ซึ่ง ร.ย.ส.ท. เป็นปลายทาง มีหน้าที่ดูแลเรื่องกฎกติกาเท่านั้น ไม่มีอำนาจไปตัดสินเหตุการณ์หน้าสนามแข่งขัน เพราะไม่ได้อยู่ ณ จุดเกิดเหตุ
"ทั้งนี้ ต้องรอดูว่า คณะกรรมการผู้จัดมีความผิดพลาดในเรื่องการสื่อสารและการตรวจสอบ เนื่องจากตอนตรวจสภาพรถหน้างาน เป็นการตรวจสภาพรถภายนอก (ตัวรถภายนอก) ไม่ได้ตรวจเจาะลึกถึงภายใน" นายพฤฒิรัตน์ ระบุ
แสดงความห่วงใยสภาพจิตใจเด็ก ย้ำทีมงานยังมีสิทธิ์อุทธรณ์
ทั้งนี้ นายกฯ ร.ย.ส.ท. มีความห่วงใยและผลกระทบต่อเยาวชน/ผู้ปกครอง เป็นห่วงสภาพจิตใจของน้องๆ นักแข่งทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเด็กๆ ยังเด็กมาก (อายุ 8-9 ปี) และมีอนาคตไกล มีเด็กที่มีฝีมือหลายคน เช่น อเล็กซ์ อัลบอน, เติ้น, และเอ็นโซ่ ที่เคยผ่านเวทีโลกมาแล้ว และอยากเห็นเด็กๆ รุ่นนี้ได้สานต่อเส้นทาง และทางผู้ปกครองไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงและอาจไม่ได้มีความรู้เรื่องเทคนิคเชิงลึก หน้าที่นี้ควรจบที่ทีมงานและผู้จัด
"ในส่วนทีมของน้องที่ถูกร้องเรียนเอง มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้ตามระเบียบของ ร.ย.ส.ท. ปกติจะต้องยื่นภายใน 96 ชั่วโมงหลังจบการแข่งขัน แต่เนื่องจากผลการประท้วงเพิ่งมาตกที่ ร.ย.ส.ท. และเลยเวลาตามกฎปกติไปแล้ว จึงต้องหารือกันถึงขั้นตอนต่อไป" นายพฤฒิรัตน์ เผย
ส่งต่อผู้จัดพิจารณาบทลงโทษ จี้เข้มกติกาป้องกันซ้ำรอย
นายพฤฒิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนผู้จัดต้องกลับไปพิจารณาบทลงโทษหรือการจัดการแข่งขันใหม่ ว่าจะปรับเปลี่ยนผลการแข่งขัน เช่น Disqualify หรือปรับสตาร์ท อย่างไร ทั้งนี้ วงการมอเตอร์สปอร์ตเติบโตเร็วและแรงมาก ร.ย.ส.ท.จะต้องกวดขันผู้จัดให้มีความชัดเจนและเฉียบขาดเรื่องกฎกติกาและการตัดสินใจหน้าสนามให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย