ปี 2557 ต้นทุนการจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 571.40 ล้านบาท ส่วนภาระด้านบุคลากรและค่าตอบแทนพนักงานเพิ่มเป็น 506.64 ล้านบาท สะท้อนแนวโน้มที่ค่าใช้จ่ายบุคลากรค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสวนทางกับเพดานรายได้ที่ไม่ขยับ
แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดปรากฏในปี 2565 เมื่องบบุคลากรพุ่งทะยานขึ้นไปแตะ 736.99 ล้านบาท และงบจัดหาผลิตรายการพุ่งสู่ 1,165.82 ล้านบาท เมื่อนำสองรายการนี้มารวมกันจะสูงถึงราว 1,902.81 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ เกือบเท่ากับเพดานรายได้สูงสุด 2,000 ล้านบาทที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งก้อน
พูดง่าย ๆ คือ ลำพังแค่ค่าจ้างคนและค่าผลิตคอนเทนต์สองรายการ ก็แทบจะกินเงินอุดหนุนสูงสุดที่องค์การพึงมีจนหมด โดยยังไม่นับรวมรายจ่ายด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน และค่าดำเนินการอื่น ๆ
เมื่อเทียบระยะห่างจากปี 2554 ถึง 2565 จะพบว่างบค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก 414.25 เป็น 736.99 ล้านบาท หรือโตขึ้นเกือบ 78% ขณะที่งบผลิตรายการเพิ่มจาก 641.85 เป็น 1,165.82 ล้านบาท หรือโตขึ้นราว 82% ในช่วงเวลาเดียวกัน สวนทางกับรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การที่แทบไม่ขยับ เพราะติดเพดานกฎหมาย นี่คือภาพของ "กรรไกรทางการเงิน" ที่ด้านรายจ่ายบานออกต่อเนื่อง แต่ด้านรายได้ถูกตรึงแน่น
ปี 2564 จุดเปลี่ยนสู่ตัวแดง
ผลจากแรงกดดันด้านรายจ่ายข้างต้น ทำให้จุดพลิกเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อไทยพีบีเอสเริ่มขาดดุลเป็นครั้งแรกที่ -155.25 ล้านบาท โดยในปีนั้นรายจ่ายผลิตรายการและค่าตอบแทนบุคลากรรวมกันพุ่งสูงถึง 2,826.95 ล้านบาท ท่ามกลางการเริ่มลงทุนด้านไอทีและระบบคลาวด์
อาการทรุดหนักชัดเจนขึ้นในปี 2565 เมื่อค่าใช้จ่ายรวมพุ่งทะยานถึง 2,915.21 ล้านบาท ซึ่งมีงบบุคลากร 736.99 ล้านบาท และงบผลิตรายการ 1,165.82 ล้านบาท เป็นองค์ประกอบหลัก ส่งผลให้การดำเนินงานติดลบเป็นประวัติการณ์ที่ -251.86 ล้านบาท ก่อนจะขาดดุลต่อเนื่องในปี 2566 ที่ -275.60 ล้านบาท จากรายจ่ายเชิงไอทีและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังโตไม่หยุด และปี 2567 ที่ -177.90 ล้านบาท
เมื่อรวมผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (2565-2567) ไทยพีบีเอสขาดดุลสะสมสุทธิถึง -705.30 ล้านบาท โดยแรงฉุดหลักมาจากสองด้าน คือ ค่าใช้จ่ายบุคลากรและค่าใช้จ่ายด้านสารสนเทศ (IT) ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น แต่เพดานเงินอุดหนุนถูกล็อกไว้ที่ 2,000 ล้านบาทมานานถึง 15 ปี จนวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณเกินขอบเขตที่ได้รับ และการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษอย่างเข้มข้น
ปฏิรูปงบประมาณ หวังลบภาพจำตัวแดง
เพื่อยุติวิกฤตงบประมาณจมแดงต่อเนื่อง ในปี 2568 ไทยพีบีเอสตัดสินใจปฏิรูปกรอบงบประมาณยุทธศาสตร์ใหม่เหลือ 1,186.83 ล้านบาท (44.53%) และจำกัดงบโครงสร้างพื้นฐานสื่อสารและกลไกสนับสนุนไว้ที่ 717.35 ล้านบาท (26.92%) โดยตั้งเป้ากลับมาเกินดุลสะสมที่ 50.99 ล้านบาท ก่อนที่ในปี 2569 จะล็อกเพดานงบประมาณรวมไว้ที่ 2,650 ล้านบาท เพื่อประคองสถานะทางบัญชีให้พ้นความเสี่ยง
การปฏิรูปครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญว่า ไทยพีบีเอสกำลังพยายามรื้อโครงสร้างรายจ่ายก้อนใหญ่ ทั้งงบผลิตรายการและงบบุคลากร ที่เคยเป็นตัวถ่วงหลัก ให้กลับมาอยู่ในกรอบที่รายได้ตามเพดานกฎหมายจะรองรับได้
ไทยพีบีเอส มีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้จากภาษีบาป ไม่ต้องแข่งขันหาโฆษณา แต่รายจ่ายบุคลากรและงบผลิตรายการกลับบวมขึ้นทุกปี จนสองรายการนี้กลืนกินเพดานรายได้ทั้งก้อน
ปัญหาของไทยพีบีเอสจึงไม่ใช่ "หารายได้ไม่ได้" แต่เป็น "รายจ่ายโตเกินกรอบที่กฎหมายอนุญาตให้หารายได้"
วิกฤตการณ์ทางการเงินของไทยพีบีเอสไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนรายได้ แต่เกิดจาก "รายจ่ายที่เติบโตอย่างไร้การควบคุม" จนทะลุเพดานกฎหมาย
ภาพของ "กรรไกรทางการเงิน" ที่อ้ากว้างขึ้นทุกปี จากแรงฉุดของงบบุคลากรที่โตขึ้น 78% และงบผลิตรายการที่พุ่งทะยาน 82% ได้กลายมาเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้องค์กรต้องเผชิญตัวแดง ขาดดุลสะสมสะท้อนความเปราะบางถึง -705.30 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี (2565-2567)
แม้ว่าในปี 2568-2569 ทางองค์กรจะเริ่มขยับตัวปฏิรูปงบประมาณยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อหวังดึงสถานะทางการบัญชีให้กลับมาเกินดุล แต่แรงกดดันจากสังคมและการเดินหน้าเข้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในปมการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษและการใช้งบประมาณเกินขอบเขต ก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยพีบีเอสปฏิเสธไม่ได้
นับจากนี้ไป สิ่งที่สังคมเฝ้ารอคำตอบไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางบัญชีที่จะกลับมาเป็นบวก แต่อยู่ที่ว่าไทยพีบีเอสจะสามารถ "รีดไขมัน" และปรับโครงสร้างรายจ่ายก้อนใหญ่ที่มีอยู่ให้เกิดความโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสมกับที่ได้รับเม็ดเงินอุดหนุนจากภาษีประชาชน (ภาษีบาป) ปีละ 2,000 ล้านบาท ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ท่ามกลางการเตรียมรับมือสถานการณ์ข้างหน้า กรณีรัฐเตรียมแก้กม. ตัดท่อเลี้ยงภาษีบาป ด้วยการจัดทำงบปกติอุดหนุนทีวีสาธารณะแห่งนี้