"ดร.สุรชาติ" ผ่า 10 ยุทธวิธี BRN ป่วนใต้ 51 จุด ท้าทายอำนาจรัฐ
24 ส.ค. 2569 | titayu_pur

“ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” ผ่า 10 ยุทธวิธี BRN ป่วนใต้ 51 จุด ท้าทายรัฐบาล จี้เร่งแก้จุดอ่อนระบบป้องกันและการข่าว เร่งฟื้นความเชื่อมั่นด่วน
ข่าว
24 ส.ค. 2569 | titayu_pur

“ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” ผ่า 10 ยุทธวิธี BRN ป่วนใต้ 51 จุด ท้าทายรัฐบาล จี้เร่งแก้จุดอ่อนระบบป้องกันและการข่าว เร่งฟื้นความเชื่อมั่นด่วน
KEY
POINTS
24 สิงหาคม 2569 ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดบทวิเคราะห์เชิงลึก กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังกลุ่ม BRN เปิดปฏิบัติการก่อเหตุ ป่วนใต้ พร้อมกันกว่า 51 จุด เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเป็น "การโจมตีแบบประสานต่อเนื่อง" (coordinated attacks) ด้วยยุทธวิธี "ดาวกระจาย" เพื่อโชว์ศักยภาพทางทหาร หวังทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และสร้างอำนาจต่อรองบนเวทีพูดคุยสันติสุข พร้อมเปิด 10 ข้อสังเกตยุทธศาสตร์ จี้ถามรัฐบาลถึงความล้มเหลวของระบบป้องกัน และการข่าวที่ล้าหลัง หวั่นกระทบเศรษฐกิจชาวไทยพุทธ และเรียกร้องให้รัฐกำหนด "เส้นแดง" ในการรับมืออย่างจริงจัง
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เขียนบทความวิเคราะห์ เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งล่าสุดเกิดเหตุก่อเหตุป่วนพร้อมกันในคืนเดียวสูงถึงกว่า 51 จุด ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้คือ “เกมรุกของ BRN !”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์ในค่ำวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการโจมตีในลักษณะ "การโจมตีแบบประสานต่อเนื่อง" (coordinated attacks) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากถึง 51 จุด ถือเป็นปฏิบัติการท้าทายอำนาจรัฐครั้งสำคัญ ที่ส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาพิจารณา เรื่องของสงครามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้งอย่างจริงจัง
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้นำเสนอ 10 ข้อสังเกตสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมาย และยุทธวิธีเชิงลึกของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
1.สวนทางเวทีเจรจา: ในขณะที่รัฐบาลพยายามส่งสัญญาณการเจรจาผ่านคณะพูดคุยฯ แต่เครือข่ายบางส่วนของ BRN ที่ยังเชื่อในแนวทางการใช้อาวุธ น่าจะยังต้องการใช้ความรุนแรงเป็นทิศทางหลักในการขับเคลื่อน เนื่องจากมีเป้าหมายหลักคือการแบ่งแยกดินแดน
2.โชว์ศักยภาพข่มขวัญ: ในการทำสงครามแบ่งแยกดินแดนครั้งนี้ BRN ต้องการโชว์ศักยภาพทางทหาร เพื่อกดดันรัฐ และมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล
3.สร้างอำนาจต่อรอง: การใช้การทำสงครามก่อความไม่สงบเป็นแนวทางหลัก ทำให้ต้องมีปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายต่อต้านรัฐ เพื่อสร้างกระแสของฝ่ายตนเอง แสดงความเหนือกว่า และใช้สร้างอำนาจต่อรองในการเจรจา
4.นัยยะเชิงสัญลักษณ์: ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีนัยถึงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของ BRN ขบวนการจึงต้องสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผ่านการใช้ความรุนแรง
5.จี้รัฐหา "เส้นแดง": ฝ่ายรัฐควรมีท่าทีที่ชัดเจนว่า จะปล่อยให้เกิดการสร้างแรงกดดันจาก BRN ต่อไปอีกเพียงใด หรืออะไรคือ “เส้นแดง” ที่รัฐจะไม่ยอมกลับเข้าโต๊ะการเจรจาอีก
6.ทำลายเศรษฐกิจไทยพุทธ: ฝ่ายก่อความไม่สงบทำสงครามโดยใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความอ่อนแอของฝ่ายรัฐที่ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองประชาชนได้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบการทางเศรษฐกิจ และจงใจใช้การก่อการร้ายในการทำลายเศรษฐกิจของชาวไทยพุทธในพื้นที่
7.สร้างความคลุมเครือป้ายสีรัฐ: BRN ใช้การสร้างความคลุมเครือผ่านการไม่ยอมรับต่อการกระทำที่เกิดขึ้น และใช้ความคลุมเครือนี้ในการป้ายสีรัฐกลับ เช่น การโจมตีเรื่องงบประมาณความมั่นคง หรือการปล่อยข่าวลือเรื่องการยิงจากเฮลิคอปเตอร์โดนชาวบ้าน เป็นต้น
8.ยุทธวิธี "ดาวกระจาย": สงครามการก่อความไม่สงบเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามใช้การสร้างภาพด้วยปฏิบัติการขนาดเล็ก แต่ดำเนินการแบบพร้อมกันและต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกันแบบ “ดาวกระจาย” ซึ่งส่งผลในทางยุทธศาสตร์สูง
9.ฉวยโอกาสช่วงปลายปีงบประมาณ: การเกิดเหตุในช่วงปลายปีงบประมาณทำให้สามารถสร้างการตีความผ่านการส่งเสียงจากแนวร่วมและฝ่ายต่อต้านรัฐว่า เป็นการกระทำของฝ่ายรัฐทำเองเพื่อหางบประมาณ
10.ผลักดันชาวพุทธพ้นพื้นที่: การก่อเหตุยังหวังผลในการผลักดันชาวไทยพุทธให้ออกจากพื้นที่ ดังเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นที่เมืองโกลก และการสังหารผู้นำชาวพุทธในภาคธุรกิจ
จากสถานการณ์ป่วนเมืองที่เกิดขึ้น นำมาสู่การตั้งคำถามสำคัญ 10 ข้อจาก ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ส่งตรงถึงรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมกำลังต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน:
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้ทิ้งท้ายถึงโจทย์หินเฉพาะหน้า ที่รัฐบาลชุดนี้ต้องดำเนินการให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด คือการเร่ง ฟื้นความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน และการสร้างความมั่นใจว่า ฝ่ายรัฐยังมีอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นในทางปฏิบัติว่า ฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ใช่ “อำนาจรัฐซ้อน” ในท้องถิ่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้เด็ดขาด!