นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มั่นใจว่ามีนอมินี เพราะ 1. คนที่ดูแลร้านโดยเฉพาะดูแลลูกค้าคนจีนเป็นคนจีนเลย และ 2. แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้ในการจ่ายเงินเป็นของคนจีนทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่มีคนไทยประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย แล้วถ้ามีการจ่ายเงินแล้วเงินออกไปนอกประเทศ เพราะคนไทย ต้องการทรัพย์คืนเลยมากกว่า ดังนั้นจึงบ่งชี้แล้วว่าไม่ใช่ธุรกิจของคนไทย แต่เชื่อได้ว่าเป็นร้านของคนจีน
สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยก็คือผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านชื่อ "ชาติ" กล่าวว่า มีหุ้นลมคนหนึ่งชื่อ "โจ้ ดศ." เป็นตำรวจ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่เมื่อสักครู่ก่อนเสร็จสิ้นภารกิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง ก็มา ท่านก็ได้ยินที่ตนพูดแล้ว ก็ขอให้ไปดูว่า "โจโจ้ ดศ." คือใคร เพราะผู้ที่แสดงตัวเป็นเจ้าของร้านบอกว่าจะเป็นคนเคลียร์ให้ แล้วก็น่าจะเป็นคนที่ทำให้ร้านนี้ได้เปิดอยู่ หลังจากปิดไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว อันนี้ก็ขัดกับมาตรการในการควบคุมสถานบริการ หรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 อยู่แล้ว และสถานที่แห่งนี้ก็ไม่แน่ใจว่าได้ขออนุญาตก่อสร้างหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ "ไม่มีใบอนุญาตแน่นอน"
นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า เราเจอยาเสพติดในห้องน้ำและบนโต๊ะ เจอผู้ที่มาเที่ยวและตรวจปัสสาวะพบยาเสพติด เจอบุหรี่ไฟฟ้า ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง รวมถึงการไม่มีใบอนุญาต เรื่องแรงงานต่างด้าว เรื่องบัญชีต่างๆ และสิ่งที่สำคัญคือถูกปิดไปแล้วแล้วยังมาเปิดอยู่อันนี้รับไม่ได้ ก็ต้องไปดูว่าเพราะเหตุใด โดยเป็นอำนาจกรมการปกครองที่สั่งปิด 5 ปีได้เลย ไม่ต้องรอกรุงเทพมหานคร ซึ่งตนอยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมครั้งที่แล้ว ก็ทำเรื่องไปที่กรุงเทพมหานครให้สั่งปิด แต่ยังไม่ได้สั่งปิด หรือว่ากำลังดำเนินการอยู่ ตนไม่ทราบ เพราะถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นี่ 1 ปีเต็มๆ เขาก็ยังเปิดดำเนินการอยู่ อย่างนี้ใช้ไม่ได้
“วันนี้ท้องที่และท้องถิ่นต้องตื่นตัวแล้ว นี่เป็นภารกิจที่ 2 ที่กระทรวงมหาดไทยต้องลงมาเองแล้ว และจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ชัดเจน ใครมาเบียดเบียนหรือมาทำธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจสีเทา มาเอาเปรียบคนไทย รายได้ไม่ได้เข้าประเทศไทย มันต้องหยุดได้แล้ว ถ้าท่านไม่ทำ ผมก็จะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และขอเตือนเจ้าหน้าที่เลยว่า อะไรที่ผิดก็คือผิด ต้องขจัดออกไปให้หมด จริงๆ ที่นี่ไม่ใช่ที่เดียว มีอีกหลายที่ที่ตอนนี้เราสืบอยู่ และมีเป้าหมายแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้ผมต้องไปทุกที่เลย ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อชาติ ขอให้ทำไปเถอะ"
นายพลพีร์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้ถ้าเป็นโทษอาญาและโทษทางแพ่ง ยังเบาอยู่ แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการโดยเฉพาะเป็นคนต่างชาติแล้วเป็นนอมินี ถ้าเข้ามาในประเทศไทยก็สามารถเนรเทศได้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งเราต้องสืบสวนไปเรื่อยๆ เพราะในเมื่อกฎหมายที่เราใช้วันนี้โทษมีเพียงเท่านี้ ซึ่งตนได้ปรึกษากับนายวรศิษฎ์ ว่าโทษต่างๆ ที่เราจะต้องยกร่างพระราชบัญญัติหรือว่าข้อบังคับ กฎหมายใหม่ๆ โทษจะต้องมากกว่านี้ อย่างเช่น โรงแรมที่ตนไปจับทั่วประเทศ ถ้าจับแล้วยังเปิดอยู่ก็ปรับเพียงแค่ 20,000 บาทต่อวัน เราก็ต้องมีโทษที่มากกว่านั้น ตนก็ตั้งเป้าว่าต้องปรับวันละ 500,000 บาท ก็ลองดูว่าจะสู้กับโทษที่เราปรับเขาได้ไหม แต่ว่ามันก็มีบทลงโทษของกฎหมายแต่ละฉบับด้วย อย่างเช่น อาคารก็บทหนึ่ง สถานประกอบการก็บทหนึ่ง แรงงานต่างด้าวก็อีกอย่างหนึ่ง มียาเสพติดในร้านก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็หลายกระทงอยู่
”คนไทยทุกท่านไม่ต้องกังวล ไม่มีเรื่องเคลียร์ และท่านนายกรัฐมนตรีชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเราปิดชื่อดูพฤติกรรม ผมไม่สนใจเลยว่าคุณคือใคร คุณรู้จักใคร แต่วันนี้หน้าที่ของผมคือการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน ปกป้องคนไทย และธุรกิจที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ผมก็จะดำเนินการตามนั้น“
ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามพฤติการณ์แห่งคดีในข้อกล่าวหาและมาตรการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 2. ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด 3. รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาดำเนินมาตรการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ
4. คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 101 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ 5. ผู้รับคนต่างด้าวเข้าทำงานหรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ตามมาตรา 9 ประกอบมาตรา 102 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายและยาเสพติดที่ตรวจพบภายในสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ได้แยกดำเนินการตามประมวลกฎหมายยาเสพติดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขยายผลหาที่มาของยาเสพติด ผู้จำหน่าย และผู้เกี่ยวข้องต่อไป