ที่สำคัญ หากสำนวนเป็นความลับจริง ย่อมขัดกับหลักการตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 กำหนดให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาและแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาแก้ข้อกล่าวหาและแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตน
พ.ต.อ.วิรุตม์ ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่พนักงานสอบสวนต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงให้รับรู้มากที่สุดกลับเป็น “ผู้ต้องหา” เพราะหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมคือ การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพื่อสามารถรวบรวมพยานหลักฐานมาต่อสู้ได้อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงรับทราบข้อกล่าวหาแล้วไปต่อสู้คดีในชั้นศาล
ส่วนข้ออ้างเรื่อง “ความลับในสำนวน” พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุว่า ยังถูกนำไปปนกับความผิดอาญาฐานเปิดเผยความลับและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ว่าด้วยความผิดฐานเปิดเผยความลับ และมาตรา 264-269 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเอกสาร แต่ไม่มีบทบัญญัติใดในมาตราเหล่านี้ระบุว่า สำนวนการสอบสวนของตำรวจ หรือสำนวนขององค์กรอิสระ เช่น กกต. เป็นความลับโดยอัตโนมัติ
เปิดสำนวนได้ แต่ต้องระวังผลกระทบ
สำหรับประเด็นที่สอง คือ การนำข้อมูลหรือหลักฐานในสำนวนไปเปิดเผยต่อบุคคลที่สามหรือสาธารณะ พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุว่า แม้สำนวนสอบสวนจะไม่ใช่ความลับ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำข้อมูลทุกอย่างออกมาเปิดเผยได้โดยไม่มีความรับผิดชอบ
โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย เพราะข้อมูลหรือหลักฐานในสำนวนยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยศาลจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากการเปิดเผยทำให้บุคคลที่ถูกพาดพิงได้รับความเสียหาย ผู้เปิดเผยก็อาจต้องรับผิดตามกฎหมาย และผู้เสียหายมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตน
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาอีกว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยนั้นได้มาอย่างไร หากผู้เปิดเผยได้เอกสารหรือข้อมูลมาโดยวิธีมิชอบ เช่น ขโมยหรือแอบนำออกมา ก็อาจมีความผิดตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน ขณะเดียวกันยังต้องตรวจสอบด้วยว่า ข้อมูลหรือหลักฐานดังกล่าวได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
“วิรุตม์” ตั้งคำถาม กกต.ได้ข้อมูลโทรศัพท์มาอย่างไร?
ประเด็นที่น่าจับตาเป็นพิเศษในคดีฮั้ว สว. คือ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบการตรวจสอบ โดย พ.ต.อ.วิรุตม์ ตั้งคำถามว่า “ไอลอว์ได้ข้อมูลนี้มาอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ได้ข้อมูลนี้มาอย่างไร?”
แม้ข้อมูล Call Detail จะไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาการสนทนา แต่ถือเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 36 รับรองเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และกำหนดว่าการตรวจ กัก หรือเปิดเผยข้อมูลการสื่อสาร รวมถึงการกระทำใด ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
ดังนั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ได้ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งศาลหรือฐานอำนาจตามกฎหมายที่ชัดเจน โดย พ.ต.อ.วิรุตม์ มองว่า การได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นการได้มาโดยมิชอบ และอาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสืบสวนและไต่สวน
เตือนระวัง “ไต่สวนมิชอบ” น้ำเงินอาจชนะฟาวล์
พ.ต.อ.วิรุตม์ ระบุว่า หากท้ายที่สุดพบว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ได้ข้อมูลการสื่อสารมาโดยไม่มีคำสั่งศาลหรือไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การดำเนินการดังกล่าวก็อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็น “การสอบสวนโดยมิชอบ” และแทนที่จะเป็นหลักฐานมัดตัวผู้ถูกกล่าวหา กลับอาจกลายเป็นช่องทางให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้โต้แย้งกระบวนการได้
ดังนั้น ประเด็น “ความลับในสำนวน” จึงต้องแยกให้ออกจาก “ความชอบด้วยกฎหมายของการได้มาซึ่งข้อมูล” เพราะแม้สำนวนสอบสวนจะไม่ได้มีสถานะเป็นความลับโดยอัตโนมัติ แต่การนำข้อมูลออกมาเปิดเผยต้องคำนึงถึงสิทธิของบุคคลและความรับผิดทางกฎหมาย ขณะที่ข้อมูลสำคัญอย่างข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่า ได้มาโดยอำนาจตามกฎหมายหรือไม่