ตัวแบบของสหรัฐ เป็นมาตรฐานในการวางระบบงานความมั่นคง เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทางด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างสหรัฐกับไทยในยุคสงครามเย็น การจัดเช่นนี้ ทำให้เกิดการ “ลากเส้นแบ่ง” ที่ชัดเจนระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายข้าราชการประจำซึ่งจะไม่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในเรื่องของตำแหน่งของเลขา สมช. เพราะตำแหน่งนี้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่จะเป็นฝ่ายแต่งตั้งในระบบของสหรัฐ จึงให้ “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Adviser) ของทำเนียบขาว เข้ามาเป็นผู้ดูแล สมช. และกำกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ใน สมช. (NSC Staff)
ถ้าเราลาก “เส้นแบ่งอำนาจ” นี้ได้ เราจะไม่ต้องถกเถียงกันว่า ข้าราชการคนใดใน สมช. จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในทางราชการในการเป็น เลขา สมช. เพราะเลขาฯ จะมาจากการเลือกของฝ่ายการเมือง และคนในองค์กรจะขึ้นมาสุดที่ตำแหน่ง “ปลัด สมช.” และทั้ง จะไม่มีคดีฟ้องร้องเช่นในสมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่นายกฯ ย้ายเลขา สมช. แล้วเกิดเป็นความผิดทางกฎหมาย (แล้วทำไมการย้ายเลขา สมช. ไม่มีใครฟ้องร้อง !!)
เส้นแบ่งอำนาจเช่นนี้ มีความสำคัญที่จะช่วยป้องกันความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับข้าราชการประจำ และมีความชัดเจนในการจัดสถานะของตำแหน่ง อาจจะเปรียบได้คล้ายกับกระทรวงต่างๆที่ตำแหน่งสูงสุดเป็นฝ่ายการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีและฝ่ายข้าราชการประจำจะดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นปลัดของกระทรวงนั้นๆ ดังที่กล่าวแล้ว ไทยเคยใช้ “โมเดลอเมริกัน” มาก่อนนับตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษฏ์ แต่ในสมัยของพลเอกเปรม ได้เกิดการจัด สมช. ให้เป็นแบบระบบราชการไทย ด้วยการแก้กฎหมายให้ตำแหน่งเลขาฯ เป็น “ตำแหน่งข้าราชการประจำ” ซึ่งก็มีนัยถึง คนเป็นเลขา สมช. คือ คนที่เดินตามระบบราชการจนถึงระดับสูงสุด สภาวะเช่นนี้คือ การทำให้ สมช. เป็น “องค์กรราชการตามปกติ” นั่นเอง
ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่นายกฯ จะกล้ารื้อ “ระบบแต่งตั้ง” ให้กลับมาเป็นแบบเดิม ที่เป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง เพื่อให้ข้อถกเถียงการเลือกเลขา สมช. ไม่กลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างไม่มีจุดจบ
บทบาทในเชิงอุดมคติ
การเลือกเลขา สมช. นับจากรัฐบาลพลเอกเปรม จึงเป็นการเลือกแบบระบบราชการทั่วไป และไม่ใช่การที่ฝ่ายการเมืองจะเลือกบุคคลที่เห็นชอบมารับตำแหน่ง ทั้งที่องค์กรความมั่นคงอย่าง สมช. มีลักษณะของงานในแบบเฉพาะของตัวเอง ทั้งยังเป็นองค์กรในเชิงนโยบาย เพราะ สมช. ต้องทำงานในระดับนโยบาย ไม่ใช่หน่วยที่จะใช้ทำงานในระดับยุทธวิธี หรือลงมาทำงานในระดับล่างๆ ที่อาจจะดูสนุก แต่ก็ไม่ใช่ “กิจของ สมช.” โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า สมช. เป็นองค์กรในระดับนโยบาย จึงอาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า สมช. มีภารกิจด้านความมั่นคง 3 ประการหลักในเบื้องต้น คือ การทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและการต่างประเทศให้กับผู้นำประเทศ การเป็นจุดศูนย์กลางของการประสานงานของหน่วยงานความมั่นคงอื่นที่อยู่ในลำดับถัดไป ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้นำประเทศ เช่น การจัดเตรียมข้อมูลสำหรับนายกฯ ในการตอบคำถามในสภา หรือตอบคำถามสื่อมวลชน เป็นต้น
ดังนั้น จึงอาจกล่าวเป็นพื้นฐานได้ว่า สมช. ด้านหนึ่งเป็น “ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง” ให้แก่นายกฯ และอีกด้านหนึ่ง เป็นกลไกในการช่วยเหลือนายกฯ ทั้งการประสานงาน และการเตรียมข้อมูล ซึ่งน่าสนใจที่จะตั้งข้อสังเกตว่า สมช. ไทยในปัจจุบัน ได้แสดงบทบาทและทำหน้าที่ในลักษณะดังกล่าวหรือไม่เพียงใด
เราอาจจะพบว่า ในปัจจุบัน สมช. มักจะชอบ “ทำในสิ่งที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์” เช่น การจัดหลักสูตรเช่นที่หน่วยราชการชอบทำ ทำหนังสือ/วารสาร เป็นต้น จนต้องถามว่า มี สมช. ประเทศไหนในโลก ทำหลักสูตรสอน เสมือนหนึ่ง สมช. ไทยว่างงาน และไม่มีงานความมั่นคงทำ จึงต้องมาทำหลักสูตรสอน เป็นต้น
การที่ สมช. ไม่รักษาบทบาทของการเป็น “องค์กรเชิงนโยบาย” จึงทำให้ สมช. กลายเป็น “ไม้ประดับ” ด้านความมั่นคง และไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควรในบริบทของงานนโยบาย และในอีกด้านหนึ่ง สมช. จะต้องระวังที่จะไม่ทำตัวเองให้กลายเป็นเพียง “ดอกไม้ริมทาง” ที่คนในประชาคมความมั่นคงจะมองไม่ถึงเห็นคุณค่าขององค์กร เพราะ สมช. ไม่ทำงานที่ควรทำ และไปทำในสิ่งที่ไม่ใข่กิจของตน
การเกิดปัญหาเช่นนี้ มีส่วนอย่างสำคัญมาจากความไม่เข้าใจของฝ่ายการเมืองด้วย หรือเกิดจากการที่ฝ่ายการเมืองละทิ้งงานความมั่นคง โดยมองไม่เห็นความสำคัญของนโยบายทางด้านนี้ หรือไม่ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ เป็นต้น
ความท้าทายกับทุกฝ่าย !
สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเป็นในเวทีโลก หรือเวทีไทยนั้น สถานการณ์ความมั่นคงมีความซับซ้อนและท้าทายมากขึ้นไม่หยุด ฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติให้สอดคล้องกับความผันแปรของปัญหาความมั่นคงในด้านต่างๆ แล้ว เราคงต้องคาดหวังให้ สมช. เป็นองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นองค์กรที่ดำเนินงานในเชิงนโยบาย
อันเป็นผลจากการที่ผู้บริหาร สมช. มีอาการ “มึนๆ” กับบทบาทของตน ประกอบกับฝ่ายการเมือง ก็มีลักษณะ “งงๆ” กับการใช้ สมช. เป็นเครื่องมือในกระบวนการทำนโยบายความมั่นคงของประเทศไทย