ผ่า 4 รูปแบบสวมบัตรคนไทย - ยกเคส “หมิงเฉิน” ฉ้อฉลสมบูรณ์แบบ!
18 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

ป.ป.ท. เปิดโปง 4 รูปแบบสวมบัตรคนไทยของทุนจีนสีเทา ยกเคส "หมิงเฉิน" พกอาวุธสงคราม คืออาชญากรรมสมบูรณ์แบบ ฟอกตัวตนผ่านช่องว่างกฎหมาย
ข่าว
18 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

ป.ป.ท. เปิดโปง 4 รูปแบบสวมบัตรคนไทยของทุนจีนสีเทา ยกเคส "หมิงเฉิน" พกอาวุธสงคราม คืออาชญากรรมสมบูรณ์แบบ ฟอกตัวตนผ่านช่องว่างกฎหมาย
KEY
POINTS
18 สิงหาคม 2569 พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดโปง 4 รูปแบบ การสวมบัตรประชาชนไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย พร้อมระบุว่า กรณี “หมิงเฉิน” หนุ่มจีนที่สะสมอาวุธและระเบิด ถือเป็น perfect crime สร้างตัวตนใหม่เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์
พันตำรวจโท สิริพงษ์ ขยายความว่า วิธีการที่กลุ่ม "ต่างด้าวสีเทา" ใช้ในการฟอกตัวตนผ่านระบบทะเบียนราษฎร มี 4 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. การสวมชื่อคนตาย เป็นรูปแบบพื้นฐานที่พบบ่อย และระบาดอย่างหนักช่วงทศวรรษ 2550-2560 โดยขบวนการสวมบัตรจะหาข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ได้แจ้งตาย หรือคนที่ไม่เคยทำบัตรประชาชนเลย รวมไปถึงกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งไม่สามารถไปติดต่อราชการใดๆ ได้ ทำให้บัตรไม่มีความเคลื่อนไหว แล้วนำชื่อเหล่านั้นไปขายให้กับนายหน้า เพื่อให้คนต่างด้าวสวมรอยแทน โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าถึงระบบฐานข้อมูลเป็นผู้สนับสนุน หรือบางกรณีก็เป็นตัวกลาง สั่งการได้ทั้งหมด ทั้งนายหน้า ทั้งฝ่ายต่างด้าวที่ต้องการมีบัตร
2. การฉวยโอกาสใส่ชื่อในระบบ "บัตรชมพู" โดยการนำชื่อคนต่างด้าวเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านเล่มเหลือง สำหรับผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยใช้การอ้างสิทธิต่างๆ เช่น การสมรส หรือการอ้างเป็นบุคคลในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในภาคเหนือ เช่น ที่เคยทลายขบวนการนี้ในปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ที่ อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
คนต่างด้าว โดยเฉพาะคนจีนที่ร่วมในขบวนการนี้ จะได้ “บัตรชมพู” ซึ่งสามารถใช้ทำธุรกรรมทางการเงินและเปิดบริษัทได้เสมือนคนไทย
3. การปลอมสูติบัตรตั้งแต่แรกเกิด ที่เรียกว่า “แก๊งกุมารจีน” เป็นการมองการณ์ไกลโดยการปลอมแปลงเอกสารการเกิดในโรงพยาบาล หรือที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ลืมตาดูโลก มีทั้งการใช้วิธีกรอกข้อมูลเท็จเข้าระบบของรัฐเพื่อให้ได้ใบสูติบัตรจริง แต่ข้อมูลเป็นเท็จ หรือไม่ก็ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ออกใบสูติบัตรขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ของเด็กคนนั้น
4. การทำอัตลักษณ์ซ้ำซ้อน ถือเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุด โดยบุคคลคนเดียวถือครองตัวตนหลายสัญชาติ เช่น กรณีของ นายหมิงเฉิน มีพาสปอร์ตจีน กัมพูชา โดมินิกัน และบัตรชมพูของไทย เพื่อใช้สลับกันในการทำธุรกรรม หรือเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
รองเลขาธิการ ป.ป.ท. บอกด้วยว่า กรณี นายหมิงเฉิน ซัน ถืออาชญากรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือ Perfect Crime ในแง่ของการฟอกตัวตนเนื่องจากความแยบยลของกระบวนการ กล่าวคือ
เมื่อมีบัตรชมพูและที่อยู่เป็นหลักแหล่ง นายหมิงเฉิน จึงสามารถเปิดบัญชีธนาคาร ทำธุรกรรมการเงิน จดทะเบียนนิติบุคคล และครอบครองทรัพย์สินขนาดใหญ่ได้โดยไม่ตกเป็นบุคคลต้องสงสัย เพราะเอกสารที่ถือเป็น "เอกสารจริงที่ออกโดยราชการ แต่มีที่มาจากข้อมูลที่เท็จ" ซึ่งตรวจสอบได้ยากกว่าบัตรปลอมทั่วไป
รองเลขาธิการ ป.ป.ท. บอกด้วยว่า การแก้ปัญหานี้ ไม่ควรใช้วิธีไล่จับเป็นรายๆ เพราะไม่สามารถจัดการปัญหาได้ แต่ต้องแก้ไขที่ต้นตอ คือปฏิรูประบบการสร้าง “ฐานข้อมูลกลาง” ที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด เนื่องจากปัจจุบันแต่ละหน่วยงาน ทั้ง ตม. กรมการปกครอง โรงพยาบาล ธนาคาร ต่างคนต่างถือข้อมูลของตัวเอง ทำให้ไม่เห็นภาพรวม จึงต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนสถานะความเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ
เรื่องนี้ถือเป็นภัยความมั่นคงระดับประเทศ เพราะไม่ใช่แค่การฟอกเงิน แต่คือการ "ฟอกตัวตน” ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นในระบบทะเบียนราษฎรของไทย