โดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ได้รวบรวมสถิติเหตุลักลอบทิ้งกากและของเสียในไทยปี 2568 (ที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ) พบกรณีการลักลอบทิ้งกากและของเสียรวม 31 ครั้ง
แบ่งเป็นการปล่อยน้ำเสียสู่แหล่งน้ำสาธารณะ 17 ครั้ง (คิดเป็น 55%)
การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 14 ครั้ง (คิดเป็น 45%)
สำหรับพื้นที่วิกฤตที่มีการลักลอบทิ้งสูงสุด (สะสมถึงปี 2569)
จากรายงานสถิติตั้งแต่ปี 2560 ถึงสิงหาคม 2569 พบว่าปัญหาการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรมกระจุกตัวหนาแน่นที่สุดในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก
โดยเฉพาะในเขต EEC โดย 5 จังหวัดที่มีสถิติการลักลอบทิ้งสูงสุดในภาคตะวันออก ได้แก่
- จังหวัดระยอง: 46 ครั้ง
- จังหวัดชลบุรี: 38 ครั้ง
- จังหวัดปราจีนบุรี: 35 ครั้ง
- จังหวัดฉะเชิงเทรา: 20 ครั้ง
- จังหวัดสระแก้ว: 11 ครั้ง
ส่วนประเภทโรงงาน 5 อันดับแรกที่พบการลักลอบทิ้งของเสีย ได้แก่
- อันดับ 1 โรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสีย
- อันดับ 2 โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
- อันดับ 3 โรงงานผลิตพลาสติก
- อันดับ 4 โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับสัตว์
- อันดับ 5 โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
ขณะที่สาเหตุหลักของปัญหามาจาก
ต้นทุนการกำจัดที่สูง เนื่องจากค่าบริการกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องมีราคาแพง บทลงโทษต่ำเกินไปโดยโทษปรับและบทลงโทษทางกฎหมายต่ำกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากการเลี่ยงค่ากำจัด ทำให้ผู้ประกอบการนอกระบบมองว่าคุ้มความเสี่ยง รวมถึงการขยายตัวของโรงงานรีไซเคิลที่มีการหลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลและคัดแยกขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นจำนวนมาก แต่มาตรการควบคุมและระบบติดตามเส้นทางการขนส่งกากยังมีช่องโหว่
สอดคล้องกับรายงานวิเคราะห์ระบบบำบัดกากอุตสาหกรรม โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่ระบุว่า
ประเทศไทยมีกากอุตสาหกรรมอันตรายเกิดขึ้นราว 2.0 - 2.8 ล้านตันต่อปี แต่มีเพียง 40% (ประมาณ 1.1 ล้านตัน) เท่านั้นที่เข้าสู่ระบบกำจัดอย่างถูกต้อง ส่วนอีก 60% หรือกว่า 1.2 - 1.6 ล้านตันต่อปี คือปริมาณขยะพิษที่ไร้ร่องรอยในระบบและมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแอบนำไปเททิ้งในพื้นที่รกร้างหรือแหล่งน้ำสาธารณะ
ภาพการลักลอบทิ้งกากสารเคมี สารโซลเวนท์ และขยะพลาสติกสายไฟบดย่อยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี
จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ทำให้คนในพื้นที่ปักธงสู้ เพราะหากมาตรการทางกฎหมายและการจัดเก็บกากพิษของประเทศยังคงมีรอยรั่วปีละนับล้านตัน การขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC เพิ่มเติม ย่อมหมายถึงวิกฤตมลพิษที่จะยิ่งขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม
ภาพและข้อมูลจาก มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)