พวกเขาต้องร่องเรือ ไปตามลำน้ำเพื่อเก็บ "ตะกอนดินใต้แม่น้ำกก" ก่อนนำมาตรวจหาสารพิษตกค้าง หวังใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ ยืนยันถึงวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามชีวิตผู้คน2ฝั่งลำน้ำนี้ ที่ต้องเผชิญกับ "วิกฤตสารพิษตกค้างขั้นรุนแรง"
ต้นเหตุสำคัญ ถูกชี้เป้าไปที่ "โครงการทำเหมืองแร่ของนายทุนจีน" ในพื้นที่รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา ที่ปล่อยมลพิษไหลลงสู่สายน้ำธรรมชาติ
หลังจากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำใน แม่น้ำกก บริเวณใกล้สะพานแม่ฟ้าหลวง ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน
ผลการตรวจวิเคราะห์หาตัวการมลพิษจากเครื่อง Field Test ปรากฏว่า พบคราบสารพิษปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานถึง 13 ppb ซึ่งปกติแล้วห้ามเกิน 10 ppb
นอกจากนี้ผลจากชุดทดสอบสารหนู หรือ Arsenic Test Strips ที่แสดงผลเปลี่ยนเป็น “สีส้มเข้ม” อย่างชัดเจน บ่งบอกว่าน้ำในบริเวณนี้ มีปริมาณสารหนูปนเปื้อนสูง ไม่ต่ำกว่า 0.10 มิลลิกรัมต่อลิตร กฎหมายและเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย กำหนดไว้ว่า ต้องมีสารหนูปนเปื้อนไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า วิกฤตนี้ ไม่ได้จบแค่ “แม่น้ำกก” เพราะมหันตภัยสารพิษจากเหมืองแร่นายทุนจีน ยังลามไปถึงแม่น้ำสายสำคัญอีก 4 สาย ทั้ง แม่น้ำรวก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำโขง และ แม่น้ำสาละวิน รวมเป็น 5 สายน้ำวิกฤต ที่กำลังถูกพิษร้ายข้ามแดนคุกคาม กลายเป็นหายนะสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตผู้คนเป็นวงกว้าง
เสียงเรียกร้องจาก คุณศิริพร ชาวกะเหรี่ยงรวมมิตร จ.เชียงราย และชาวบ้านริมแม่น้ำกก ว่า เมื่อก่อนหาปลาง่าย ใช้ชีวิตคู่ริมน้ำ แต่ปัจจุบันน้ำมีสารพิษ ชีวิตความเป็นอยู่ยากขึ้น กังวล กลัวอันตรายจากน้ำ หาปลาไม่ได้ทุกคนต้องดินรนมากขึ้น ฝากถึงรัฐบาล ในการขอให้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหา "สารพิษข้ามพรมแดน" ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องหรือวิถีทำมาหากินที่หายไป... แต่มันคุกคามลามไปถึง "ชีวิตและสุขภาพ"
เมื่อผลตรวจร่างกายของคุณศิริพร ยืนยันชัดเจนว่า พบสารพิษปนเปื้อนสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า คุณภาพชีวิตของคนท้ายน้ำ... ย่ำแย่ลงถึงขีดสุด
วิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำกกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง... จากที่เคยเป็นประมงพื้นบ้าน วันนี้กลับต้องหันมา ขุดบ่อเลี้ยงปลาแทน เพราะหวาดผวาพิษร้ายที่แฝงอยู่ในตัวปลาธรรมชาติ
แต่สำหรับบางคน... ชีวิตไม่มีทางเลือกมากนัก แม้จะจับได้ปลาที่มีลักษณะพิการ หรือหน้าตาผิดปกติแปลกไปจากเดิม ก็จำใจต้องกินเพื่อประทังชีวิต!
แม้จะมีนักวิชาการออกมาระบุว่า “เนื้อปลายังพอทานได้ แค่หลีกเลี่ยงการกินเครื่องใน”
แต่เมื่อถูกชาวบ้านย้อนถามกลับด้วยความเจ็บปวดว่า...
"ถ้าเป็นคุณ...เลือกได้ คุณจะกล้ากินหรือไม่?"
คุณแสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ เผย เมื่อก่อนเป็นที่ท่องเที่ยวที่ทุกคน สนใจ แต่ปัจจุบันการท่องเที่ยวตายสนิท ทยอยปิดกิจการ
ภาพของรีสอร์ทและร้านอาหารมากมาย ตลอดริมฝั่งแม่น้ำ ถูกปล่อยทิ้งร้างจนทรุดโทรม ไร้การซ่อมแซม... หลงเหลือไว้เพียง “ร่องรอยในอดีต” ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า... ที่แห่งนี้ เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ที่ผู้คนนับแสนเคยแวะเวียนมาสัมผัสบรรยากาศ และใช้เวลาพักผ่อนริมสายน้ำ
แต่วันนี้ ความคึกคักเหล่านั้นกลับ ถูกกลืนหายไปพร้อมกับวิกฤตสารพิษ เหลือไว้เพียงความเงียบเหงาและซากความทรงจำ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
เรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน... แต่ความหวังของชาวบ้านกลับดูริบหรี่เหลือเกิน
กระทั่งกระแสสังคมเริ่มยกระดับ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องบริเวณหน้าสถานทูตจีน... แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียง "คำตอบแบบปัดความรับผิดชอบ"
ฝ่ายจีนอ้างให้รัฐบาลไทยไปเจรจาตรงกับรัฐบาลเมียนมา แทนที่จะยอมรับว่าต้นตอส่วนหนึ่งมาจาก "เหมืองแร่ของนายทุนจีน" พร้อมคำตอบด้วยภาษาการทูตสวยหรูเพียงว่า “กังวลใจและจะติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด”
ทั้งที่รัฐบาลจีนก็รู้อยู่เต็มอก ว่าการผลักให้ไทยไปคุยกับเมียนมาโดยตรง "ไม่มีทางสำเร็จ
เพราะพื้นที่ทำเหมืองแร่ ไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาลเมียนมา แต่ปกครองโดย "กองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์" ที่ใช้เม็ดเงินจากเหมืองแร่นายทุนจีน เป็นน้ำเลี้ยงในการซื้ออาวุธมาสู้รบ!
การเจรจาจึงเท่ากับการ "ขัดผลประโยชน์มหาศาล" ในพื้นที่ และไม่มีทางเป็นไปได้เลย
หากรัฐบาลจีน ไม่ใช้อำนาจที่มี เข้าไปควบคุมนายทุนชาติตัวเอง ให้ทำธุรกิจอย่างมีรับผิดชอบ
คำถามที่ตามมากับรัฐบาลไทยคือ หากรัฐบาลจีน แสดงท่าทีแบบนี้แล้ว รัฐบาลไทยจะกล้าชนเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน หรือจะปล่อยให้คำหวานทางการทูต กลบกลืนลมหายใจสุดท้าย ของคน ริมแม่น้ำกก
ฐิติชญา ศรีดอกคำ ทีมข่าว "สืบสวนความจริง" NationTV22
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เดือดหน้ากงสุลเมียนมา จี้รัฐบาล "มินอ่องหล่าย" หยุดเหมืองสารพิษ