เดือดหน้ากงสุลเมียนมา จี้รัฐบาล "มินอ่องหล่าย" หยุดเหมืองสารพิษ
03 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง บุกยื่นหนังสือหน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ จี้รัฐบาล "มินอ่องหล่าย" ยุติเหมืองแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก ชี้กระทบคนไทยนับแสนราย
ข่าว
03 ส.ค. 2569 | thunchanok_kul

เครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง บุกยื่นหนังสือหน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ จี้รัฐบาล "มินอ่องหล่าย" ยุติเหมืองแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก ชี้กระทบคนไทยนับแสนราย
KEY
POINTS
3 สิงหาคม 2569 ที่ด้านหน้าสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ มาตั้งจุดรักษาความปลอดภัย หลังจากทราบว่า จะมีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เดินทางมาชุมนุม เพื่อจะยื่นหนังสือให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาต้องดำเนินการเพื่อยุติการปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามพรมแดนทันที
กระทั่งต่อมาเวลา 10.30 น. ได้มีกลุ่มเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่จะมายื่นหนังสือ ได้รวมตัวกันที่บริเวณหน้าวัดสันติธรรม ก่อนจะเดินถือขวดน้ำที่เก็บตัวอย่างมาจากแม่น้ำกก - แม่น้ำสาย - แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมกับถือป้ายข้อความต่าง ๆ เดินขบวนมาตามถนน ก่อนมารวมตัวที่บริเวณด้านหน้าสถานกงสุลเมียนมา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าวว่า เดินทางมาวันนี้ เพื่อต้องการยื่นหนังสือไปยัง พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับว่า ขณะนี้มีการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาหลายชนิด กระจายทั่วพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องทางเมียนมาและพี่น้องประเทศไทย ตลอดจนพี่น้องในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย
ดังนั้น ตนคิดว่าเป็นโอกาสดี ที่รัฐบาลเมียนมาควรจะยอมรับว่ามีปัญหา ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ไขปัญหา โดยเนื้อหาหลักที่เราต้องการส่งไปนั้น ไม่ใช่เพียงพี่น้องประเทศไทยเท่านั้น ยังแสดงพลังแทนพี่น้องชาวเมียนมาที่ไม่สามารถแสดงออกทางความคิดในประเทศไทยได้ รวมไปถึงพี่น้องในเขตสาละวิน , ระนอง , กาจญนบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนในการทำเหมืองแร่ และพี่น้องจังหวัดกาญจนบุรีที่ได้มีการต่อต้านการก่อสร้างโรงงานแร่ฟลูออไรด์ในพื้นที่ด้วย
เราต้องการให้ประธานาธิบดีมินอ่องหล่าย ยอมรับว่ามันมีปัญหาและเหมืองแร่เป็นต้นเหตุของปัญหา พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังมีข้อกังวลในการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา เดิมทางรัฐบาลจะมีการลงนามข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน แต่เท่าที่เราได้ติดตามข้อมูลเราพบว่า ข้อตกลงร่วมดังกล่าว ไทยเรากำลังเสียเปรียบ เพราะเมียนมาตัดออก ประเทศไทยเสนอให้กรรมาธิการอาเซียนแม่น้ำโขง เข้ามาร่วมตรวจสอบ ทางเมียนมาก็ตัดออก ในข้อตกลงน้ำต่าง ๆ จะเป็นความลับ ซึ่งก็ไปขัดกับรัฐธรรมนูญไทย
ดังนั้น ขอให้รัฐบาลไทยยุติ TOR ตัวนี้ไปก่อน แล้วแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมกันนี้ขอเรียกร้องให้ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศจีนและเมียนมา โดยการงดนำเข้าแร่ทุกชนิด
จากนั้นเครือข่ายได้มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ โดยให้ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมชาย 2 คน สวมใส่หน้ากาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายมิน อ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ก่อนที่ทางกลุ่มชาวบ้านจะมายื่นหนังสือให้กับผู้แสดงที่สวมหน้ากาก นายกฯ อนุทิน พร้อมมอบตัวอย่างน้ำที่เก็บมา จากนั้นได้ส่งมอบน้ำให้กับผู้แสดงที่สวมหน้ากากนายมิน อ่องหล่าย รัฐบาลทหารเมียนมา ต่อมาก็มีการผลักขวดน้ำส่งกันไปมา คล้ายกับการไม่ยอมเรื่องน้ำที่มีสารปนเปื้อนในแม่น้ำ
ด้าน น.ส.แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ ได้อ่านแถลงการณ์ ว่า “พวกเราประชาชนชาวไทยหลายล้านคน ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหารของเราปนเปื้อนด้วยสารพิษที่ไหลมาจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา เกษตรกรในลุ่มน้ำโขงจำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนสารพิษเพื่อปลูกข้าว ทั้งข้าวนาปีและนาปรัง ในพื้นที่อย่างน้อย 110,000 ไร่ (40,000 เอเคอร์) และพวกเขากำลังขายผลผลิตที่ปนเปื้อนเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ
ชาวประมงใน 60 หมู่บ้านไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ เพราะผู้บริโภคไม่ประสงค์ที่จะบริโภคปลาที่ปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว แคดเมียม และปรอท กระทรวงสาธารณสุขมีคำแนะนำให้งดบริโภคกุ้ง หอย และปูจากแม่น้ำที่ปนเปื้อน และห้ามกินเครื่องในปลาเนื่องจากมีปริมาณโลหะหนักปนเปื้อนสูง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวตามแม่น้ำกกกำลังสูญเสียแหล่งประกอบอาชีพ
นอกจากนี้ ประชาชนอย่างน้อย 40,000 ครัวเรือน หรือ 120,000 คน ในตัวเมืองเชียงราย ต้องดื่มน้ำประปาที่ปนเปื้อนโลหะหนัก”
อย่างไรก็ดี หลังจากมีการเผยแพร่จดหมายร่วม (Joint Communication) ขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เกี่ยวกับ “การละเมิดด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งยังมีความร้ายแรง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม โดยเป็นผลมาจากการทำเหมืองและการปนเปื้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” รัฐบาลของท่านได้มีจดหมายตอบกลับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 โดยปฏิเสธ “ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากและเหมืองแร่อื่น ๆ” และอ้างว่า ไม่มีการทำเหมืองเช่นนั้นเกิดขึ้นตามริมฝั่งแม่น้ำกกในเมียนมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับภาพถ่ายดาวเทียม การโกหกอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ถือว่าเป็นการดูหมิ่นองค์การสหประชาชาติและประชาชนในประเทศไทย
สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเหมืองแร่ริมฝั่งแม่น้ำกก สาย รวก และสาขาของแม่น้ำโขงอื่น ๆ รวมทั้งแม่น้ำโขงที่ไหลในเมียนมา ซึ่งกำลังทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามพรมแดน และจะต้องยุติการทำเหมืองทุกประเภทที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำทันที จนกว่าจะมีการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในน้ำได้
ต่อมา พ.ต.อ.เสวก ชูศิริ ผกก.สภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้เป็นตัวแทนสถานกงสุลเมียนมา ประจำประเทศไทย ในการรับหนังสือและรับขวดน้ำตัวอย่างที่เก็บมาจากแม่น้ำกก - แม่น้ำสาย - แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เพื่อจะส่งต่อให้กับทางสถานกงสุลเมียนมา ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป