สังคมไร้เงินสดล่มสลาย สแกนจ่ายไม่ได้สักบาท
ในยุคที่รัฐบาลผลักดัน "สังคมไร้เงินสด" แต่ชาวบ้านแถบตะเข็บชายแดนกลับต้องเผชิญกับภาวะติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ โมบายแบงกิ้ง (Mobile Banking) ใช้งานไม่ได้
ชาวบ้านรายหนึ่ง เล่าว่า หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้แวะซื้อของเข้าบ้านมูลค่าพันกว่าบาท แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน สัญญาณโทรศัพท์กลับหมุนค้าง ต่อ WiFi ของร้านก็ใช้งานไม่ได้ จะไปกดเงินที่ตู้ ATM แบบไม่ใช้บัตรก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต สุดท้ายต้องยอมคืนของและได้ของกลับบ้านไปเพียงหลักร้อยบาทเท่านั้น กลายเป็นคนไม่มีเงินไปในทันที
ด้านพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในตลาดชายแดน ต้องแบกรับภาระติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่ม เพื่อเปิดฮอตสปอต (Hotspot) ให้ลูกค้าต่อสัญญาณโอนเงิน เพราะหากไม่มีเน็ตบ้าน ลูกค้าจะไม่สามารถจ่ายเงินได้เลย ซึ่งกระทบต่อการค้าขายอย่างรุนแรง
นาทีชีวิตที่แขวนอยู่บนความเสี่ยง
สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากกว่าเรื่องปากท้องคือ "ความปลอดภัยในชีวิต" ในพื้นที่ชายแดนที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก การที่สัญญาณโทรศัพท์ติด ๆ ดับ ๆ โทรออกยากมากทั้งสายโทรปกติและแอปพลิเคชัน Line ทำให้เกิดความกลัวว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยในเวลากลางคืน จะไม่สามารถติดต่อรถพยาบาลหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันท่วงที จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนว่านโยบายนี้มาถูกทางแล้วจริงหรือ?
นักวิชาการชี้แก้ปัญหา "ผิดจุด" โจรไม่ได้ใช้คลื่นมือถือ
ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการการสื่อสาร เผยข้อมูลเชิงลึกทางเทคนิคว่า ขบวนการสแกมเมอร์ในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาสัญญาณมือถือแบบดั้งเดิม (Cellular) แต่ใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ IP Call และอาศัยการลากสายเน็ตความเร็วสูงข้ามแดนเข้าไป รวมถึงการใช้แอปพลิเคชัน Line เป็นหลัก ดังนั้น มาตรการลดกำลังส่งของเสาสัญญาณมือถือจึงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง ซ้ำร้ายตัวเลขสถิติผู้ถูกหลอกลวงก่อนและหลังลดสัญญาณก็แทบจะใกล้เคียงกัน ไม่ได้ลดน้อยลงเลย
ข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ รัฐควรเปลี่ยนวิธีจากการตัดสัญญาณเหมารวม มาเป็นการ "ลดความเร็วอินเทอร์เน็ต" ให้เหลือในระดับที่พอโทรเข้า-ออก หรือส่งข้อความสั้นได้ แต่ไม่แรงพอที่จะทำระบบ Video Call หรือระบบที่สแกมเมอร์ใช้ และควรนำเทคโนโลยี "Cell Radiance" มาใช้เพื่อควบคุมทิศทางสัญญาณไม่ให้ฟุ้งข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แทนการบดบังสัญญาณจนคนไทยเดือดร้อน
กสทช. รับทราบปัญหา เล็งอุดช่องว่างจุดอับสัญญาณ
ด้าน พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ให้ตัดสัญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) ข้ามแดน และลดกำลังส่งรวมถึงระดับความสูงของเสาสัญญาณตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะทาง 798 กิโลเมตร จนทำให้เกิดจุดอับสัญญาณ (Black Spot) ขึ้น
อย่างไรก็ตาม กสทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีมติเยียวยาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สั่งการให้ผู้ประกอบการเครือข่ายมือถือเร่งดำเนินการดังนี้
1.ติดตั้ง Small Cell: เสาสัญญาณขนาดเล็กและเตี้ยในฝั่งไทย เพื่อเติมเต็มช่องว่างในจุดอับสัญญาณ โดยไม่ให้สัญญาณหลุดรอดข้ามแดน (อยู่ระหว่างผู้ประกอบการดำเนินการ)
2.ระบบลงทะเบียนกรณีพิเศษ: อยู่ระหว่างการทดลองทางเทคนิค โดยจะให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนมาลงทะเบียนยืนยันตัวตนกับเครือข่าย เพื่อล็อกเป้าปล่อยสัญญาณเต็มประสิทธิภาพให้ใช้งานได้เป็นกรณีพิเศษ ส่วนบุคคลภายนอกที่เข้ามาในพื้นที่หากไม่ลงทะเบียนจะไม่สามารถใช้คลื่นสัญญาณนี้ได้
การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและเห็นด้วย แต่คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบในวันนี้คือ มาตรการที่ออกมาเป็นการสร้าง "ความมั่นคงของชาติ" โดยการริบ "ความมั่นคงของประชาชน" ไปหรือไม่
เพราะตราบใดที่โจรยังทำงานได้ แต่ชาวบ้านกลับถูกตัดขาด นโยบายนี้อาจสะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่ผิดจุดอย่างสิ้นเชิง
รายงานโดย: สานนท์ เจริญพันธุ์ (สืบสวนความจริง)