จากการสั่งการด่วนของนายกฯ อนุทิน สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลมองเห็นปัญหาใหญ่ 2 ประการที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์ คือ
ทำไมด่านศุลกากรขาออกของไทยจึงตรวจไม่เจอยาเสพติด แต่ด่านขาเข้าของประเทศออสเตรเลียกลับตรวจพบถึง 2 ครั้งซ้อน ทั้งในกรณีของ "แอร์สาวไทย" และ "สาวชาวฝรั่งเศส" ซึ่งเดินทางออกจากประเทศไทยทั้งคู่
ข้อมูลที่ระบุว่าเครื่องเอกซเรย์ของไทย ตรวจจับได้เฉพาะอาวุธปืนและวัตถุระเบิด แต่ไม่สามารถตรวจหาสารเสพติดได้นั้น เป็นความจริงหรือไม่?
ที่ผ่านมา ปมปัญหานี้ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ และมีการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน บ้างอ้างว่าตรวจได้แต่เกิดความหละหลวม บ้างอ้างว่าเครื่องมือไม่รองรับ
อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. เผยข้อมูลน่าตกใจ
ล่าสุด นายนิยม เติมศรีสุข อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ให้ข้อมูลผ่านรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว คุณลักษณะพื้นฐานทางเทคโนโลยีของเครื่องเอกซเรย์สัมภาระที่ใช้งานในท่าอากาศยานนั้น มีขีดความสามารถในการตรวจจับยาเสพติดได้อย่างแน่นอน แต่ประเด็นสำคัญในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับ "การตั้งโหมดระบบสั่งการ" ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ว่าจะมุ่งเน้นไปที่วัตถุประเภทใดเป็นพิเศษ
"เครื่องมันมีคุณสมบัติที่ทำได้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าการตั้งโหมด มันไปตั้งโหมดที่ให้ความสำคัญ หรือมุ่งเน้นไปที่ตัวไหน เช่น ตรวจสอบอาวุธ ตรวจเรื่องโลหะ ตรวจยาเสพติด หรือวัตถุระเบิด ซึ่งเครื่องจะแสดงผลออกมาเป็นสีที่แตกต่างกันตามกลุ่มวัตถุ หากพบสิ่งต้องสงสัยก็ต้องเรียกเปิดกระเป๋าเพื่อยืนยัน" นายนิยม กล่าว
นายนิยม เติมศรีสุข อดีตเลขาฯ ป.ป.ส. ยันเครื่องเอกซเรย์สนามบินตรวจยาเสพติดได้ อยู่ที่เจ้าหน้าที่ตั้งโหมด
อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุด้วยว่า การที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบออกมาชี้แจงในตอนแรกว่าเครื่องเอกซเรย์ตรวจจับยาเสพติดไม่ได้ จึงถือเป็นการชี้แจงที่ผิดพลาดและขัดต่อสามัญสำนึก (Common Sense) อย่างยิ่ง
ปูด “ฟรีวีซ่า” ต้นตอความหละหลวม ยันลูกเรือต้องตรวจเท่าเทียม
นายนิยม ยืนยันว่า มาตรการตรวจสัมภาระตามหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องตรวจค้นผู้โดยสารและบุคลากรทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เคยมีข้อยกเว้นสำหรับลูกเรือตามที่มีกระแสข่าวลือ
"แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันมีปัจจัยแทรกแซงหลายอย่าง โดยเฉพาะ “นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว” หรือ “ฟรีวีซ่า” ที่ส่งผลให้มีผู้เดินทางหนาแน่นจนกลายเป็นแรงกดดันเรื่องเวลา เจ้าหน้าที่หน้างานกลัวว่าจะถูกตำหนิหากทำให้ผู้โดยสารล่าช้า จึงเลือกที่จะ “ปล่อยผ่าน” ในบางกรณีเพื่อความรวดเร็ว จนกลายเป็นช่องโหว่ให้ขบวนการค้ายาเสพติดฉวยโอกาสลักลอบขนส่ง" นายนิยม เผย
เมื่อถามว่า ท่าอากาศยานจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ที่มีราคาสูงขึ้นหรือเพิ่มจำนวนเครื่องเพื่อปิดช่องโหว่นี้หรือไม่
นายนิยม กล่าวว่า "การซื้อเครื่องใหม่ไม่ใช่ตัวแก้ปัญหา" เนื่องจากการสกัดกั้นยาเสพติดที่ต้นทางไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในการสังเกตอากัปกิริยาและพฤติกรรมของบุคคล ตั้งแต่ขั้นตอนการเช็กอินและการโหลดกระเป๋า ซึ่งที่ผ่านมาคดีสำคัญหลายคดีสำเร็จได้ด้วยการจับพิรุธของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียว
แฉสารพัดวิธีสุดพิสดาร ซุกยาผ่านด่านขึ้นเครื่อง
นอกจากนี้ "อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส." ยังเผยถึงพฤติกรรมการลักลอบขนยาเสพติดผ่านช่องทางท่าอากาศยานในปัจจุบันว่า มีความพิสดารและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ:
1.วิธีกลืนและซุกซ่อนทั่วไป
การซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในร่างกาย (ใช้วิธีกลืน หรือยัดในช่องคลอด/ทวารหนัก), ผูกซ่อนในมวยผม, ซ่อนตามตะเข็บเสื้อผ้า และบริเวณส้นรองเท้า
2.เทคนิคขั้นสูงเพื่อตบตา
ขบวนการค้ายาเสพติดจะนำเฮโรอีนหรือโคเคนไปละลายน้ำ แล้วนำเสื้อผ้าลงไปชุบ จากนั้นทำให้แห้ง ซึ่งจะมีลักษณะแข็งตัวคล้ายกับการนำเสื้อผ้าไปลงแป้งรีดเรียบ (เป็นวิธีที่คนในเครื่องแบบนิยมใช้) เมื่อผู้รับจ้างขนสามารถผ่านด่านตรวจไปถึงประเทศปลายทางได้แล้ว
ก็จะมีกรรมวิธีทางเคมีนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปสกัดกลับมาเป็นยาเสพติดบริสุทธิ์อีกครั้ง ซึ่งทุกกรณีที่กล่าวมานี้เคยเกิดขึ้นจริงในประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น