ด้าน พ.ต.อ.สุพจน์ ระบุว่า จากการสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงินในเคสเจ้าของโรงแรม พบว่า บัญชีธนาคารที่รับโอนเป็นบัญชีเดียวกันกับที่ปรากฏในคดีเรียกรับเงินจาก อส. เพื่อช่วยสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ทำให้เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงของทั้งสองคดีอย่างชัดเจน โดยพบพฤติการณ์การโอนเงินไป-กลับเป็นทอด ๆ เชื่อมโยงมาถึงตัวผู้ต้องหา
"เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการจับกุมนายรุ่งเรือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 (ความผิดฐานเรียกรับผลประโยชน์) และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 175 (ตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์) และเมื่อสามารถเชื่อมโยงทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน จึงได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเรียกรับเงินเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" พ.ต.อ.สุพจน์ เผย
พ.ต.อ.สุพจน์ กล่าวอีก สำหรับพฤติการณ์การโยกย้ายเงินของนายรุ่งเรืองนั้น แม้เส้นทางการเงินจะไม่โยงตรงไปที่บัญชีส่วนตัวของนายรุ่งเรือง แต่พบว่าเกี่ยวพันกับคนรอบข้างอย่างชัดเจน
"โดยเฉพาะเลขานุการส่วนตัว สืบเนื่องจากตอนที่นายรุ่งเรืองเรียกรับเงินจากเจ้าของโรงแรม 1 ล้านบาท ได้สั่งการให้เจ้าของโรงแรมโอนเงินจำนวนดังกล่าวตรงไปยังบัญชีของ อส. 1 ใน 3 คนที่เป็นผู้เสียหายในคดีแรก เพื่อเป็นการคืนเงินส่วยสอบท้องถิ่นที่เคยเรียกเก็บมา จากนั้นนายรุ่งเรืองได้สั่งให้ อส. รายนั้น ทอนเงินคืนกลับมาจำนวน 100,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีของเลขานุการปลัด ก่อนที่จะสั่งให้เลขานุการไปกดเป็นเงินสดมาส่งมอบให้แก่ตัวปลัดจังหวัดอีกทอดหนึ่ง" พ.ต.อ.สุพจน์ เผย
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.สิริพงษ์ กล่าวเน้นย้ำว่า คดีนี้เป็นคนละส่วนกับคดีโกงข้อสอบท้องถิ่นที่ทางสำนักงาน ป.ป.ช. กำลังรับผิดชอบอยู่ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสองคดีก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่จะทำงานควบคู่กันไป หากในอนาคตพบส่วนใดที่เชื่อมโยงถึงกันก็จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
ส่วนกรณีรายงานข่าวที่ว่า ตัวปลัดจังหวัดภูเก็ตมีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่ อส. หญิง จนนำไปสู่การแจ้งความนั้น
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในแนวทางการสืบสวนจริง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดสู่สาธารณชนได้ในขณะนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสงสัยที่ว่า หลังจากนายรุ่งเรืองกลับมารับตำแหน่งเดิมได้เพียง 1 วัน แต่กลับถูกจับกุมในวันถัดมาทันที จะมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่
นายวิรุฬห์ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้กรมการปกครองมีคำสั่งให้ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้องรวม 5 ราย ไปช่วยราชการที่ส่วนกลางเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทำงานอย่างโปร่งใส เมื่อครบกำหนดตามระเบียบจึงต้องส่งตัวกลับคืนสู่ต้นสังกัดเดิม ทว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีมูลความผิดทางวินัยอย่างเพียงพอ จึงเตรียมที่จะมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนอยู่แล้ว แต่ในระหว่างนั้น ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนคดีอาญาได้เข้าดำเนินการจับกุมเสียก่อน เนื่องจากพยานหลักฐานทางคดีอาญามีความชัดเจนและรวดเร็วกว่า
ท้ายที่สุด พ.ต.ท.สิริพงษ์ ได้กล่าวย้ำเพื่อความมั่นใจว่า การดำเนินคดีครั้งนี้ไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือเป็นเรื่องกลั่นแกล้งใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลสัมฤทธิ์จากการสืบสวนสอบสวนที่ทำมาอย่างต่อเนื่องตามไทม์ไลน์ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ ทั้งตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), สำนักงาน ป.ป.ท., สำนักงาน ป.ป.ช., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. โดยยึดมั่นในข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทางเอกสารสเตตเมนต์เป็นหลัก