เนชั่นทีวี

ข่าว

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

30 มิ.ย. 2569 | thunchanok_kul

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

พลิกแฟ้มคดีระดับโลก เจาะลึกเทคนิคขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ! "พรางเคมี" แปลงสถานะไอซ์-โคเคนชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้ว แกะดูก็ไม่รอด!

พลิกแฟ้มคดีระดับโลก เจาะลึกเทคนิคขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ! "พรางเคมี" แปลงสถานะไอซ์-โคเคนชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้ว แกะดูก็ไม่รอด!

KEY

POINTS

  • แฉเทคนิค "พรางเคมี" ขบวนการค้ายาละลายโคเคน-ไอซ์ชุบเสื้อผ้า: เปลี่ยนสถานะยาผงเป็นของเหลวแช่เนื้อผ้าตากแห้งรีดเรียบกริบตบตาเจ้าหน้าที่ ต่อให้คนรับหิ้วแกะดูก็แยกไม่ออกด้วยตาเปล่า
  • ย้อนคดีคลาสสิกโลก เสื้อ 18 กิโลฯ-เครื่องสำอางซ่อนยาเหลว: เผยหลักฐานในอดีตทั้งที่ฮ่องกง ไซปรัส และไนจีเรีย ที่จับกุมผ้าขนหนูและเสื้อเชิ้ตฝังยาเสพติดข้ามชาติสำเร็จหลังพบเนื้อผ้าแข็งผิดปกติ
  • เตือนสายหิ้วเลิกอ้าง "ไม่รู้" ศุลกากรโลกใช้เลเซอร์ยิงตรวจโมเลกุล-ระบบจับพิรุธตั๋วอ้อมโลก: เผยระบบตรวจจับยุคใหม่ไม่พึ่งตาเปล่า แต่สแกนประวัติการจองตั๋วกระชั้นชิด/เส้นทางบินซิกแซก และสแกนโมเลกุลเนื้อผ้าทันที

30 มิถุนายน 2569 จากข่าวสะเทือนวงการการบินระดับชาติ เมื่อแอร์โฮสเตสสายการบินชื่อดังตกเป็นผู้ต้องหาลักลอบขนเฮโรอีนและยาเสพติดเข้าประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า 2 ใบ จาก 12 ใบ ที่อ้างว่ารับหิ้วจากประเทศไทยมายังประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับค่าจ้างในการหิ้ว 8,000 บาท

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กชื่อ  "เบลเยียมวันนี้มีอะไร"  ได้เผยแพร่รูปภาพ พร้อมข้อมูล ย้อนรอยกลยุทธ์เหนือเมฆ กับ 3 คดีประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงทั่วโลก เพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า...  “ต่อให้เปิดเช็กของก่อนหิ้ว ก็ไม่รอด”

โดยระบุว่า อ่านข่าวลูกเรือการบินไทยโดนจับคดีขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลียแล้วอ้างว่า เป็นการรับจ้างหิ้วของโดยไม่รู้ว่ามียาเสพติดซ่อนอยู่แล้วอยากให้ระวังนะคะ เพราะบางคนแค่พูดง่ายๆ ว่า "จะรับหิ้วอะไรนี่ไม่แกะดูก่อนเหรอ" 

บางทีแกะก็ไม่รอดค่ะ เช่น กรณีนี้เป็นกระเป๋า ต่อให้คุณเปิดออกมาดูก็ไม่เจออะไรนอกจากจะเอาคัตเตอร์กรีดออกมาเป็นชิ้นๆ

นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เนียนกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะ​ในวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดแบบเดิม ๆ เช่น การยัดไส้ในกระเป๋าเดินทาง การกลืนลงท้อง หรือการซ่อนในสิ่งของเริ่มถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้น ขบวนการเหล่านี้จึงหันไปพึ่งพาเทคนิคขั้นสูงทางเคมีที่เรียกว่า "การพรางเคมี" (Chemical Camouflage) หรือการแปลงสภาพยาเสพติดให้อยู่ในรูปแบบของเหลวเพื่อชุบลงบนวัตถุอื่น

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

กระบวนการ "ชุบและสกัด"
"​การลักลอบขนส่งในรูปแบบนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การซ่อน แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของตัวยาอย่างสิ้นเชิง" 

ทำยังไง?

  1. แปลงสถานะให้เป็นของเหลว: ยาเสพติดประเภทผง โดยเฉพาะ โคเคน และ ไอซ์ จะถูกนำไปละลายในสารทำละลายอินทรีย์จนกลายสภาพเป็นของเหลวสมบูรณ์
  2. เอาของเหลวนี้ไป​ฝังตัวในวัสดุ: ขบวนการจะนำเสื้อผ้า กางเกงยีนส์ ผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งหน้ากระดาษหนังสือ ลงไปแช่ในสารละลายนี้จนเนื้อผ้าดูดซับของเหลวไว้เต็มที่ จากนั้นจะนำไปตากและรีดให้แห้งสนิท ทำให้เสื้อผ้าเหล่านั้นดูเหมือนเสื้อผ้าใช้แล้วทั่วไป แต่อาจมีความแข็ง กว่าปกติเล็กน้อย และมีการฉีดสารเคมีอื่นทับเพื่อกลบกลิ่นไม่ให้สุนัขตำรวจได้กลิ่น
  3. เอาไปผ่าน​การสกัดกลับคืนสถานะที่ปลายทาง: เมื่อสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรที่สนามบินปลายทางสำเร็จ เสื้อผ้าหรือวัตถุชุบยาเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการลับ ซึ่งมีนักเคมีรอใช้สารละลายเฉพาะในการแยก (Extract) ตัวยาออกจากเส้นใยผ้า และนำไปผ่านกระบวนการตกผลึก (Re-crystallization) ออกมาเป็นผงบริสุทธิ์อีกครั้ง

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

ตัวอย่าง​คดีจริงในอดีต

หลักฐานสายบิน "ยาเสพติดแปรธาตุ"
​"กลวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีคดีจับกุมที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลกมานานหลายปี ดังตัวอย่างคดีสำคัญเช่น"

🇭🇰 คดีเสื้อโค้กชุบโคเคน 18 กิโลกรัม ที่ฮ่องกง (ปี 2009)
หนึ่งในคดีคลาสสิกเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้สกัดจับชายวัย 18 ปีที่เดินทางมาจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อตรวจสอบกระเป๋าเดินทางพบเสื้อผ้าจำนวน 35 ตัว มีน้ำหนักรวมกันถึง 18 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าเนื้อผ้ามีความแข็งกระด้างผิดปกติอย่างมาก เมื่อนำไปเข้าห้องแล็บตรวจพิสูจน์ จึงพบว่าเสื้อผ้าทุกตัวถูกชุบด้วยสารละลายโคเคนเหลวมาจนชุ่ม

​🇨🇾 คดีเครื่องสำอางซ่อนโคเคนเหลว ที่ไซปรัส
กรณีการอำพรางในของเหลวตรง ๆ ก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น คดีที่สนามบินลาร์นาคา ประเทศไซปรัส เจ้าหน้าที่สกัดจับผู้โดยสารวัย 65 ปี พบห่อพลาสติก 10 ห่อบรรจุของเหลวต้องสงสัยซุกซ่อนเนียนไปกับขวดเครื่องสำอางและแชมพู เมื่อทดสอบทางเคมีพบว่าเป็นโคเคนเหลวบริสุทธิ์น้ำหนักรวมกว่า 4 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ไซปรัสเจอการลักลอบในรูปแบบนี้

​🇳🇬 🇧🇷 คดีเสื้อเชิ้ตฝังโคเคนข้ามชาติ (ไนจีเรีย - บราซิล)
สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติไนจีเรีย (NDLEA) เคยสกัดจับนักธุรกิจรายหนึ่งที่เดินทางมาจากเมืองเซาเปาลู ประเทศบราซิล สู่เมืองเลกอส โดยภายในกระเป๋าเดินทางพบเสื้อเชิ้ตและผ้าขนหนูจำนวน 14 ผืน ที่ผ่านการชุบโคเคนเหลวแล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งและรีดจนเรียบกริบเพื่อตบตา ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีปริมาณยาเสพติดแฝงอยู่ถึง 6.1 กิโลกรัม

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

 

​ความท้าทายและการรับมือของชั้นศุลกากร

​แม้ว่าเทคนิคนี้จะทำให้ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า หรือการเอกซเรย์ทั่วไป แต่ในปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงทั่วมุมโลกได้ปรับเปลี่ยนวิธีรับมือ โดยไม่พึ่งพาเพียงแค่ลักษณะทางกายภาพภายนอก แต่หันมาใช้เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ แบบพกพา ที่สามารถยิงแสงเลเซอร์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของวัตถุและของเหลวได้ทันทีโดยไม่ต้องแกะห่อ รวมถึงการใช้ระบบฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงของเส้นทางการบิน (Risk Profiling) เพื่อเจาะจงตรวจค้นบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งผลิตใหญ่ ทำให้การพรางเคมีในลักษณะนี้ถูกทลายลงได้ในที่สุด

 

เส้นทางบินที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High-Risk Routes) มักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์และการไหลเวียนของยาเสพติด

  1. สายตรงโคเคน (ภูมิภาคอเมริกาใต้): เที่ยวบินที่ต้นทางมาจากประเทศในกลุ่มแอนดีส เช่น โคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย รวมถึงประเทศที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกสำคัญอย่าง บราซิล (โดยเฉพาะสนามบินเซาเปาลู-กวารูลยูส) บินตรงเข้าสู่ยุโรป (เช่น สเปน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์) หรือเอเชีย
  2. สายตรงเฮโรอีน (ภูมิภาคสามเหลี่ยมทองคำ และจันทร์เสี้ยวทองคำ): เที่ยวบินที่มาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยด้วย) หรือแถบเอเชียใต้/ตะวันตกกลาง (เช่น อัฟกานิสถาน ปากีสถาน) บินตรงสู่ตลาดปลายทาง
  3. เนื่องจากขบวนการค้ายารู้ว่าเครื่องบินที่มาจากประเทศแหล่งผลิตจะถูกจับตามองเป็นพิเศษ พวกเขาจึงมักใช้วิธี "ล้างเส้นทาง" (Route Laundering) โดยการส่งยาเสพติดไปพักหรือเปลี่ยนเครื่องในประเทศที่ดูไม่มีความเสี่ยง เพื่อตบตาระบบ Risk Profiling ด้วยการไปแวะพักเปลี่ยนเครื่องเพื่อบินเข้าจากประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาเฝ้าระวัง เช่น ไปเปลี่ยนเครื่องในตะวันออกกลาง
  4. เส้นทางซิกแซก/อ้อมโลก อย่างไม่มีความจำเป็น เช่น ผู้โดยสารต้องการเดินทางจากประเทศ A ไปประเทศ B แต่กลับเลือกตั๋วเครื่องบินที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องในประเทศ C, D, E ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ 2-3 เท่า และมีค่าตั๋วที่แพงกว่าบินตรง

นอกจากนี้ การจองตั๋วกระชั้นชิดก่อนบินไม่กี่ชั่วโมง หรือซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (One-way) ด้วยเงินสด ก็มักจะถูก flag ได้ด้วยเช่นกัน 

กรณีลูกเรือ จะอ้างว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะผิดทุกกฏ แค่รับจ้าง "หิ้ว" ก็ผิดแล้ว และหิ้วไปแล้วจะมาบอกว่า ไม่ใช่ของฉัน มีคนจ้างฉันหิ้ว ฉันไม่รู้ว่าคืออะไรมันไม่ได้จริงๆ เวลาเราเดินทางบางทีเค้าถึงได้ถามว่า "แพคกระเป๋าเองไหม มีคนแพคกระเป๋าให้หรือเปล่า มีของที่ไม่ใช่ของตัวเองไหม" 

อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้วนะคะ อย่าคิดว่าแกะ, แหก, แงะ ฯลฯ ดูแล้วจะรอดนะ พวกค้ายาเสพติดมันฉลาดแยบยลกว่าเราเยอะเพราะนี่คืออาชีพของพวกมัน

​ย้อนคดีดังในอดีต แปรธาตุพรางเคมีชุบเสื้อผ้า ตบตาศุลกากร อุทาหรณ์สายหิ้ว

ข่าวล่าสุด