อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากอาวุธและวัตถุระเบิดที่ตรวจพบเข้าข่ายเป็นอาวุธสงครามร้ายแรง อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ต้องหามีประวัติเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง รวมถึงมีข้อมูลการเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา
พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานด้านความมั่นคง เร่งตรวจสอบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ประวัติและเส้นทางการเดินทางเข้าออกประเทศของผู้ต้องหา
- ความเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงสาวที่พักอาศัยอยู่ภายในบ้านเช่า
- ที่มาของอาวุธและวัตถุระเบิด
- เส้นทางการเงิน
- ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เพื่อขยายผลหาเครือข่ายหรือผู้ร่วมขบวนการ
ขณะเดียวกัน ยังมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายสืบสวน หน่วยข่าว กอ.รมน. ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล และกองปราบปราม เพื่อซักถามเชิงลึกและตรวจสอบแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ต้องหา
ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยว แต่มีพฤติกรรมต้องสงสัย รวมถึงผู้ที่ลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ชลบุรี พัทยา เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี พังงา และอำเภอปาย
ด้านแนวทางการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จะจัดทำรายงานสืบสวนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแยกประเภทพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล วัตถุพยาน และเอกสารต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อประกอบสำนวนสอบสวน โดยยืนยันว่าการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนจะดำเนินการอย่างโปร่งใส ขณะที่ข้อมูลบางส่วนซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายผล จำเป็นต้องปกปิดเพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี
ขณะนี้ ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ และความเชื่อมโยงในทุกมิติ รวมถึงอยู่ระหว่างตรวจสอบภรรยาของผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ หากพบหลักฐานเชื่อมโยงจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า แม้ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อวินาศกรรมหรือการจารกรรมข้อมูล แต่เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต โดยถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการเชิงรุกด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามทั่วประเทศ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ยอมรับว่า จากการตรวจสอบอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อกล็อก ที่ตรวจยึดได้ภายในคลังอาวุธของผู้ต้องหาชาวจีนนั้น พบว่าเป็นอาวุธปืนส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด สน.สายไหม จริง แต่ไม่ใช่อาวุธปืนประจำกายของทางราชการ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า เจ้าของอาวุธปืนรายดังกล่าวมีปัญหาความเดือดร้อนด้านการเงิน จึงตัดสินใจขายอาวุธปืนส่วนตัวออกไป ก่อนที่อาวุธปืนจะถูกซื้อขายเปลี่ยนมือกันมาหลายทอด กระทั่งมาตกอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาชาวจีน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบเส้นทางการซื้อขายทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวหลุดไปอยู่ในมือชายชาวจีนได้อย่างไร และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธให้กับผู้ต้องหาหรือไม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ต่อมาเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวจีนกลับมาที่ สภ.นาจอมเทียน เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมทีมกองปราบปราม ร่วมสอบสวนอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดพัทยาไปแล้ว
นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนขยายผลไปถึงบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งเป็นผู้นำพาผู้ต้องหาชาวจีนไปจัดซื้ออาวุธปืน โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนและขยายผลอย่างเข้มข้นต่อไป