กางหลักฐานเพิ่ม มัดทีมยิง “สส.กมลศักดิ์“ มีมากกว่า 5 แน่นอน!
02 พ.ค. 2569

เปิด 3 ปมพิรุธคดียิง สส.กมลศักดิ์ จี้ตำรวจแจงให้ชัดสถานะ 2 ทหารเรือนาวิกโยธิน “หมายเรียก - หมายจับ - หรือไร้หมาย” พร้อมงัดข้อมูลนักสืบโต้ปมทีมสังหารปิดมือถือขณะลงมือ
ข่าว
02 พ.ค. 2569

เปิด 3 ปมพิรุธคดียิง สส.กมลศักดิ์ จี้ตำรวจแจงให้ชัดสถานะ 2 ทหารเรือนาวิกโยธิน “หมายเรียก - หมายจับ - หรือไร้หมาย” พร้อมงัดข้อมูลนักสืบโต้ปมทีมสังหารปิดมือถือขณะลงมือ
2 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พ.ค. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี โดยมีนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ในฐานะผู้เสียหายเข้าร่วมสรุปประเด็นพยานหลักฐานใหม่ที่อาจเชื่อมโยงไปถึง "ตัวการใหญ่"
มีรายงานว่า ในที่ประชุม พ.ต.อ.ทวี ได้กางเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีบุคคลอื่น นอกเหนือจากผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกออกหมายจับและจับกุมได้ทั้งหมดแล้ว เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคดีนี้ในมิติต่างๆ ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้ง “ตัวการร่วม - ผู้บงการ - หรือผู้สนับสนุน“
โดยเอกสารที่ พ.ต.อ.ทวี นำมาแสดง มีรายงานว่าเป็นข้อมูลในทางลับที่รวบรวมจากเจ้าหน้าที่บางหน่วย ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือ การติดต่อถึงกลุ่มบุคคลที่สามนอกทีมสังหาร และข้อมูลจากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดกลุ่มผู้ต้องหา
ภายหลังการประชุม นายกมลศักดิ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมกับบุคคลอีก 2 ราย คือ นาวาเอก มนตรี และ ว่าที่นาวาตรี เดโช ในข้อหา "ใช้ จ้างวาน ตัวการ หรือสนับสนุนพยายามฆ่า" เช่นเดียวกับผู้ต้องหา 5 รายแรก โดยยืนยันว่าพยานหลักฐานที่พรรคประชาชาติรวบรวมมานั้น มีน้ำหนักเพียงพอที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการออกหมายเรียกหรือหมายจับได้ทันที
"ในมุมมองของเรา พฤติการณ์ของนายมนตรี ไม่ใช่แค่ผู้สนับสนุนแน่นอน ทั้งเรื่องการให้ยืมรถ การติดฟิล์ม และการใช้ทะเบียนปลอม ข้อมูลเหล่านี้เพียงพอจะแจ้งข้อหาได้เลย แต่ทำไมพนักงานสอบสวนถึงยังรอเวลา? ก่อนหน้านี้คดีใน 3 จังหวัด แค่ข้อมูลจากการซักถามในชั้นกฎหมายพิเศษคุณก็แจ้งข้อหาแล้ว แต่พอเป็นคดีนี้กลับดูเหมือนมีมาตรฐานที่ต่างออกไป" นายกมลศักดิ์ ระบุ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การตรวจสอบการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ซึ่งนายกมลศักดิ์ระบุว่า ได้ขอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมใน 7 ประเด็น โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ 10 หมายเลขที่เกี่ยวข้อง แต่กลับพบอุปสรรคเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมาย PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เพื่อหวังผลเป็นการถ่วงเวลาหรือไม่
"เราทวงถามพนักงานสอบสวนว่าเอกสารการสื่อสารอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่ที่ชุดสืบสวนของ ศชต. (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้) ไม่ได้อยู่ที่พนักงานสอบสวน ตรงนี้มันคืออะไร? ข้อมูลโทรศัพท์บริษัทจะเก็บไว้แค่ 3 เดือนแล้วลบอัตโนมัติ ยิ่งช้าหลักฐานยิ่งหาย หรือนี่คือความพยายามจะตัดตอนให้จบแค่ 5 คนแรกตามกระแสข่าว?"
นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่า มีความกังวลเรื่อง "ความเป็นธรรม" เนื่องจากได้รับข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่บางนายที่ทำคดีนี้มีอคติส่วนตัวกับตน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผบ.ค่ายจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นค่ายและกองบัญชาการหลักของหน่วยนาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ ได้เข้าพบเพื่อทำความเข้าใจและยืนยันว่า หากมีบุคลากรในหน่วยงานเกี่ยวข้อง ให้ดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่ใช่นโยบายองค์กร
ในช่วงท้าย นายกมลศักดิ์ได้ส่งสัญญาณถึงฝ่ายรัฐว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตน แต่เป็นเรื่องที่คนทั้ง 3 จังหวัดและบางส่วนของสงขลากำลังเฝ้ามอง
"อย่าช่วยคนแค่บางคนเพื่อให้เกิดปัญหาของคนส่วนใหญ่เลย อย่ามาเติมเชื้อไฟด้วยการทำคดีแบบสองมาตรฐาน ถ้ากระบวนการยุติธรรมถูกตัดตอน สังคมจะมองว่าเป็นภาพใหญ่ของหน่วยงานทันที และจะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในพื้นที่ที่ทำให้การทำงานมวลชนยากขึ้นไปอีกร้อยปี" นายกมลศักดิ์ กล่าว
เปิด 3 ปมพิรุธคดียิง สส.กมลศักดิ์ จี้ตำรวจแจงให้ชัดสถานะ 2 ทหารเรือนาวิกโยธิน “หมายเรียก - หมายจับ - หรือไร้หมาย” พร้อมงัดข้อมูลนักสืบโต้ปมทีมสังหารปิดมือถือขณะลงมือ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อมูลเกี่ยวกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับทหารเรือนาวิกโยธิน 2 นาย ที่ถูกสั่งย้าย และถูกสอบสวนทางวินัยนั้น ฝ่ายตำรวจให้ข้อมูลไม่ตรงกัน และไม่ยอมแถลงเรื่องนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ว่าจะแจ้งข้อหาหรือไม่ ถ้าแจ้งจะแจ้งข้อหาอะไร หรือไม่แจ้งข้อหาเพิ่มอะไรเลย
ข่าวทั้งออกมา มีเพียง “รายงานข่าว” หรือ ”อ้างแหล่งข่าวจากชุดคลี่คลายคดี“ จึงเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ หนำซ้ำยังมีปัญหาไม่สอดรับกันด้วย
รายการ ”ข่าวข้นคนข่าว“ เนชั่นทีวี สรุปประเด็นที่ยังเป็นคำถาม และความไม่ชัดเจนดังนี้
1 จะมีการแจ้งข้อหาทหารเรือ 2 นาย ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า หรือสนับสนุนทีมสังหาร สส.กมลศักดิ์หรือไม่
**เพราะการที่ตำรวจอ้างว่าจะมีการแจ้งข้อหานาวิกโยธินแน่นอน โดยทั้งคู่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนในสัปดาห์หน้านั้น ไม่มีความชัดเจนว่าเป็น ”ข้อหาไหนกันแน่“
เนื่องจากข้อหาที่ นาวาเอก มนตรี ต้องถูกแจ้งแน่นอน คือความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์สินของทางราชการ แต่ทำให้ทรัพย์นั้นเสียหาย (รถ กอ.รมน.) และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งข้อหานี้ ไม่ว่าจะอย่างไร ตำรวจก็ต้องแจ้งดำเนินคดีต่อ นาวาเอก มนตรี แน่นอน เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส มอบอำนาจให้รองผู้ว่าฯฝ่ายทหาร เข้าแจ้งความดำเนินคดีเอาไว้ เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ที่ สภ.เมืองนราธิวาส
**แต่ความไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมอยากทราบก็คือ จะมีการแจ้งข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า หรือสนับสนุนให้เกิดการพยายามฆ่า สส.กมลศักดิ์ หรือไม่ ซึ่งข้อหานี้เป็นข้อหาที่ สส.กมลศักดิ์ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทหารเรือทั้งสองนาย ที่ สภ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา
ข้อหานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นบทสรุปว่า คดียิง สส.กมลศักดิ์ จะจบแค่ผู้ต้องหาทีมปฏิบัติการ 5 คน หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจด้วยกันแน่
2 ตำรวจได้ออกหมายเรียกหรือหมายจับ ทหารเรือทั้งสองนายแล้วหรือยัง เพราะข่าวบางกระแสอ้างว่ามีการออก ”หมายเรียก“ แต่ข่าวจากผู้การนราธิวาส ที่เปิดกับ ”ข่าวข้นคนข่าว“ ด้วยตัวเอง เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อ้างว่าไม่ได้มีการออกหมายเรียก หรือหมายจับ แต่เป็นการสมัครใจเข้าพบพน้กงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของทหารเรือทั้ง 2 นายเอง เพราะทราบจากข่าวว่าตัวเองถูกแจ้งความจาก สส.กมลศักดิ์
**เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน เนื่องจากจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสำนวนคดี เพราะการสมัครใจเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง สุดท้ายแล้วตำรวจอาจจะไม่แจ้งข้อหากับทหารเรือทั้งสองนายเลย และจะไม่มีการดำเนินคดี หรือควบคุมตัวใดๆ ก็เป็นได้ แต่หากมีการออกหมายเรียก หรือหมายจับ ซึ่งต้องไปขออนุมัติจากศาล ย่อมหมายความว่าจะมีการดำเนินคดี และศาลได้พิจารณาหลักฐานเบื้องต้นแล้ว มีน้ำหนักมากพอที่จะออกหมายเรียก หรือหมายจับได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินคดีกับทหารทั้งสองนาย
3 ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ที่ “ศูนย์ทนายความมุสลิม” นำไปมอบให้กับตำรวจ ซึ่งอ้างว่าเป็นการใช้โทรศัพท์ของทีมสังหาร เชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น รวม 10 หมายเลข น่าจะเกี่ยวข้องเป็นกลุ่มผู้บงการ หรือสนับสนุนทีมปฏิบัติการให้ลงมือสังหาร สส.กมลศักดิ์นั้น
ข้อมูลส่วนนี้ ตำรวจอ้างว่า ไม่มีอยู่จริง เพราะตำรวจตรวจสอบทางเทคนิคแล้ว พบว่า ทีมสังหารปิดมือถือขณะปฏิบัติการ จึงไม่มีการโทรหาใคร รวมถึงไม่มีการ “โทรหาบุคคลที่สาม ให้ชะลอการตั้งด่านไว้ก่อน” ตามที่เป็นข่าวด้วย
เรื่องมีประเด็นน่าสงสัย ซึ่งเราไปขอข้อมูลจากตำรวจที่เชี่ยวชาญงานสืบสวนมาอย่างโชกโชน ได้ความว่า
**กรณีนี้ มีรถที่เกี่ยวข้องกับการสังหาร 2 คัน คันหนึ่งสะกดรอยตาม อีกคันหนึ่งเป็นรถมือปืน คนในรถสองคันนี้ต้องติดต่อกันแน่นอน แต่อาจใช้มือถือเบอร์อื่นที่เปิดขึ้นใช้เฉพาะช่วงปฏิบัติภารกิจ เสร็จแล้วก็ทำลายทิ้งทันที ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องไปหาสัญญาณการใช้โทรศัพท์หมายเลขเหล่านี้ และจุดที่นำโทรศัพท์ไปทำลายทิ้ง ก็จะต่อจิ๊กซอว์เหตุการณ์ได้
***การติดต่อสื่อสารตรงนี้ มีข้อมูลอยู่แล้ว และเป็นเครื่องยืนยันว่า มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกัน อย่างน้อยในวันเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุสังหาร สส.กมลศักดิ์แน่นอน
** ฉะนั้นการปิดมือถือของทีมสังหาร จึงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พนักงานสอบสวนไม่ให้น้ำหนักเรื่องข้อมูลโทรศัพท์ เนื่องจากยังมีอีกหลายช่องทางในการตรวจสอบ และเครื่องมือพิเศษเหล่านี้ มีใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แน่นอน
ข่าวล่าสุด