เนชั่นทีวี

ข่าว

วิเคราะห์ 15 ปมร้อนคดียิง สส.นราฯ ชี้ปัญหาลามสู่ "วิวาทะระดับชาติ"

16 เม.ย. 2569

วิเคราะห์ 15 ปมร้อนคดียิง สส.นราฯ ชี้ปัญหาลามสู่ "วิวาทะระดับชาติ"

วิเคราะห์ 15 ปมความมั่นคง คดียิง สส.กมลศักดิ์ ชี้ปัญหาลามสู่ "วิวาทะระดับชาติ" เตือนฝ่ายความมั่นคงขาดความเข้าใจบริบทสังคมจิตวิทยา จี้รัฐบาลอย่าทำงานแบบ "แจกงาน" จนขาดเจ้าภาพตัวจริง

16 เมษายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงเผยแพร่บทความวิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคงล่าสุด กรณีการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่กำลังขยายวงจากคดีอาญาไปสู่ปัญหาการเมืองระดับชาติ โดยตั้งข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายรัฐต้องรับฟังอย่างเร่งด่วน

อาจารย์สุรชาติ ระบุว่า สถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมาถึงจุดสำคัญจากกรณีการลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ ของพรรคประชาชาติ และผลที่ตามมากลายเป็น “ประเด็นร้อน” ในพื้นที่อย่างมาก อีกทั้ง เมื่อเกิดเวทีแถลงข่าวของทางแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 และคณะ จนปัญหานี้ทำท่าจะขยายวงเป็น “วิวาทะระดับชาติ” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่อจะเป็นปัญหาการเมืองไปด้วย

บทความนี้ ไม่ได้มีคำตอบในเรื่องทางคดี แต่อยากจะขอตั้งข้อสังเกตในมิติด้านความมั่นคงจากปัญหาและวิวาทะที่เกิดขึ้น ดังนี้

1)     ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเป็นปัญหาความมั่นคงภายในที่สำคัญของรัฐไทย การทำความเข้าใจกับสถานการณ์และความเป็นไปของปัญหา เป็นความจำเป็นสำหรับผู้บังคับบัญชาในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และอีกส่วนคือ ฝ่ายการเมือง

2)     การจัดวางบุคลากรในตำแหน่งของงานความมั่นคงใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะต้องคิดด้วยความรอบคอบ และความละเอียดอ่อน เพราะมีเงื่อนไขทางสังคมจิตวิทยาที่มีลักษณะเฉพาะ

3)     ปัญหาข้อถกเถียงที่ไม่มีสูตรสำเร็จ เช่น แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 ควรมาจากภายนอกคือ มาจากทัพภาคอื่น หรือจะมาจากภายในคือ มาจากนายทหารของกองทัพภาคที่ 4 โดยตรง ปัญหานี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่ต้องการการถกแถลงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้นายทหารที่มีความเหมาะสมกับงาน

4)     ปัญหาในข้อ 3 อาจกินความถึงตำแหน่งอื่นในสายงานความมั่นคงอื่นๆ เช่น ตำแหน่งในระดับสูงของฝ่ายตำรวจ แต่เข้าใจว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนั้น มีความพยายามที่จะแต่งตั้งบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นที่โดยตรง เพราะมีความจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและความคุ้นเคยที่มีต่อประชาชนและพื้นที่ เป็นปัจจัยสำคัญ

5)     ปัญหาการก่อความไม่สงบที่ทำให้เกิดความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีเงื่อนไขทางสังคมการเมือง และสังคมจิตวิทยา ที่แตกต่างไปจากปัญหาพื้นฐานของกองทัพภาค และ/หรือภาคอื่นๆ บุคลากรที่มารับตำแหน่งในระดับสูงของงานความมั่นคง ควรจะต้องได้รับการ “เตรียมความคิด” หรืออาจจะเรียกว่า เป็น “หลักสูตรเตรียมความพร้อม” ของผู้บริหารงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

6)     ผู้ที่มีตำแหน่งในระดับบริหารของงานความมั่นคงใน จชต. นั้น มีความจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่อง “สงครามก่อความไม่สงบ” ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ และอะไรไม่ควรทำ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่สภาวะของ “สงครามตามปกติ” ที่ต้องการเอาชนะด้วย “สงครามการทหาร”

7)     การต่อสู้ในจังหวัดภาคใต้ มีลักษณะของ “สงครามการเมือง” และฝ่ายตรงข้ามมุ่งประสงค์ที่จะเอา “ชนะทางการเมือง” เนื่องจากฝ่ายผู้ก่อเหตุไม่สามารถเอาชนะทางการทหารได้ ฝ่ายรัฐต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการเอียงไปใช้มาตรการทหารจนเกินความจำเป็น

8)     สงครามก่อความไม่สงบเป็นสงครามที่รบยาว ไม่มีข้าศึกที่ชัดเจน และบ่อนทำลายทรัพยากรของรัฐอย่างมาก ดังนั้น ฝ่ายการเมืองต้องทำความเข้าใจ และเข้ามามีส่วนในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางในการต่อสู้ในสงครามเช่นนี้ เพราะฝ่ายการเมืองเป็น “ผู้รับผิดชอบทางยุทธศาสตร์” ในงานด้านความมั่นคง

9)     ยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมืองของฝ่ายรัฐคือ “การเมืองนำการทหาร” แต่ปัญหาสำหรับฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่คือ การทำความเข้าใจกับแนวคิดทางยุทธศาสตร์นี้คืออะไร และทั้งเจ้าหน้าที่จะยังต้องรักษาทิศทางเช่นนี้ให้ได้ในการทำงานสนาม

10)  การสร้าง “กระบวนการคิด” ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของพื้นที่เป็นอีกปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากเรามักจะทำงานตามความคุ้นเคยภายใต้โครงสร้างการแก้ปัญหาแบบเดิม จนเสมือนกับรัฐไทย “ขาดความคิดริเริ่ม” ในทางยุทธศาสตร์

11)  คำถามที่เกิดในระดับของรัฐบาลคือ ใครคือผู้ที่มีตำแหน่งในการรับผิดชอบงานภาคใต้ เพราะไม่มีความชัดเจนในรัฐบาลปัจจุบัน เนื่องจากการไม่มีรองนายกฯ ด้านความมั่นคง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จึงไม่ชัดเจนว่า จะให้ใครดำเนินการอย่างไรต่อไป

12)  ผลจากการแบ่งงานความมั่นคงนั้น งานข่าวกรองและงานของศูนย์บริหารภาคใต้ไปขึ้นอยู่กับ รองนายกฯ/รัฐมนตรีต่างประเทศ จะตีความได้ไหมว่า รัฐมนตรีต่างประเทศคือ ผู้รับผิดชอบงานภาคใต้ ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็จะกลายเป็นความล้มเหลวในตัวเอง เพราะ รมว. กต. ทำงานภาคใต้ไม่ได้จริง

13)  คำถามเฉพาะหน้าคือ นายกฯ จะรับผิดชอบกับงานภาคใต้ได้เพียงใด การทำงานแบบ “นักการเมืองแจกงาน” อาจจะใช้กับงานความมั่นคงไม่ได้ เพราะงานความมั่นคงต้องการ “การกำกับ-ดูแล” และปัญหานี้ ได้กลายเป็น “ข้อสอบยาก” อีกเรื่องสำหรับนายกฯ นอกจากปัญหาเรื่องพลังงาน

14)  หน่วยงานราชการหลักของรัฐ ที่นายกฯ ใช้ในงานความมั่นคงคือ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” ถ้าเช่นนั้น สมช. จะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะไม่ใช่ปัญหาในระดับพื้นที่อีกต่อไปแล้ว หรือ สมช. จะทำเฉพาะการผลักดันเรื่อง JCPP หรือทำแต่เรื่องเจรจาฯ เท่านั้น แต่ไม่ทำเรื่องภาคใต้

15)  รัฐบาลจะต้องเร่งรัดในการสร้างความกระจ่างในคดี อย่าให้ “ข่าวลือ” กลายเป็นภาพลบทางการเมืองของรัฐไทย เพราะจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมในภาคใต้กับรัฐ นายกฯ ต้องกล้าจัดการกับ “ไอ้โม่ง” ในคดีสังหารนี้ เพราะผลกระทบกำลังเกิดกับรัฐไทย ไม่ใช่แค่กับรัฐบาล หรือกองทัพไทยเท่านั้น

ปล. : หวังว่า คดีนี้ไม่ต้องรอ “โคนัน ยอดนักสืบ” มาช่วยคลี่คลาย เพราะเชื่อว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่น่าจะมีคำตอบที่จะแกะรอยต่อแล้ว เหลือแต่เพียงฝ่ายการเมืองจะเดินหน้าเพื่อเปิดตัว “ไอ้โม่ง” ไหมครับ !