ACSC เผยสัปดาห์เดียว คดีโกงออนไลน์ เสียหายเกือบ 500 ล้าน
30 มี.ค. 2569
ศูนย์ ACSC เผยสัปดาห์เดียวคดีโกงออนไลน์ทะลุ 7 พัน เสียหายกว่า 492 ล้าน แม้จำนวนลดแต่มูลค่าพุ่ง เตือนภัยหลอกลงทุน-งานออนไลน์
ข่าว
30 มี.ค. 2569
ศูนย์ ACSC เผยสัปดาห์เดียวคดีโกงออนไลน์ทะลุ 7 พัน เสียหายกว่า 492 ล้าน แม้จำนวนลดแต่มูลค่าพุ่ง เตือนภัยหลอกลงทุน-งานออนไลน์
30 มีนาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 22-28 มี.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,193 คดี มูลค่าความเสียหาย 492,353,413 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 15-21 มี.ค.69 จำนวน 34 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 1,396,776 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีโกงออนไลน์ลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 490.95 ล้านบาท เป็น 492.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +1.39 ล้านบาท แม้คนแจ้งความน้อยลง แต่ “มูลค่าความเสียหายต่อคดี” สูงขึ้น แสดงว่ามิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์เริ่มพุ่งเป้าไปที่เคสที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น หรือวิธีการหลอกลวงมีประสิทธิภาพในการดึงเงินเหยื่อได้มากขึ้น
ในส่วน คดีหลอกลงทุน ยังเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด ความเสียหายพุ่งสูงถึง 191 ล้านบาท (คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนคดีทั้งหมด) ขณะที่การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการ ยังครองแชมป์จำนวนคดี ส่วนการแอบอ้างบุคคล สถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากสัปดาห์ก่อน
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้
1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้
- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน
- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”
- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน
- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้
- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง
2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง
- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน
- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก
3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม
- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป
ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้
นอกจากนี้ ยังมีภัยใกล้ตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ “การหลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ” และ “การหลอกทำงานออนไลน์” พบมี 2 รูปแบบหลักที่กำลังระบาดหนัก ดังนี้
1. หลอกขายของราคาถูก หรือแจกฟรี (พ่วงภารกิจ)
- ใช้ของล่อ : โพสต์ขายของที่คนต้องการสูง เช่น นมผง , เครื่องปั๊มนม , มือถือ หรือรถมือสอง ในราคาถูกผิดปกติ
- หลอกแจกฟรี : แฝงตัวตามกลุ่มคนรักธรรมชาติ “แจกต้นไม้ฟรี” อ้างว่าแจกเนื่องในโอกาสพิเศษ หรือเลิกเลี้ยง ให้ฟรีแค่จ่ายค่าส่ง
- ดึงเข้ากลุ่ม : หลังจากโอนค่าของหรือค่าส่งเรียบร้อยแล้ว จะถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ อ้างว่าต้อง “ทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” ก่อน ถึงจะส่งของให้
- หลอกให้โอนซ้ำ : เหยื่อที่อยากได้ของหรืออยากได้เงินคืน จะยอมโอนเงินเพิ่มเพื่อจบภารกิจ จนเสียเงินมากกว่าค่าของหลายเท่า
2. หลอกทำงานออนไลน์ (รายได้เสริม)
- ข้อเสนอดีเกินจริง : อ้างว่า “งานง่าย รายได้ดี” เช่น กดรับออเดอร์ รีวิวสินค้า หรือกดไลก์เพจ
- สร้างความเชื่อใจ : ครั้งแรกๆ จะให้ค่าคอมมิชชั่นจริง เพื่อให้เหยื่อตายใจยอมโอนเงินสำรองก้อนใหญ่ขึ้น
- บีบให้โอนเพิ่ม : เมื่อเงินก้อนใหญ่ขึ้นจะถอนไม่ได้ อ้างว่าทำผิดขั้นตอน หรือต้องโอนเพิ่มเพื่อปลดล็อก ถ้าไม่โอนจะไม่ได้เงินคืนทั้งหมด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในด้านช่วงอายุที่ลดน้อยลงมา โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี กลายเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงมากที่สุด แทนที่กลุ่มเดิมซึ่งเป็นวัยทำงาน (31-40 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติอันดับ 1 ในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ และอันดับ 3 ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลักษณะอื่นๆ ที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุด
ในขณะที่คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษยังคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่า มิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนกลวิธีให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์และกิจกรรมบนโลกโซเชียลมากขึ้น
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 9 เคส ผู้ต้องหา 17 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 15 ราย และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นสัญชาติลาวและมาเลเซีย พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 1.9 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 42 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 47 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 20,701,250 บาท
คดีที่น่าสนใจ 1.เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เวียงป่าเป้า เข้าจับกุมนายสุจินดา เจ้าของบัญชีรับโอนเงินเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ หลังพบเจ้าตัวไปกดเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาเวียงป่าเป้า จำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาอ้างว่าได้ค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท เจ้าหน้าที่นำตัวส่งดำเนินคดีต่อไป
คดีที่ 2. ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.1 บก.สส.ภ.1 พบหลักฐานว่าน.ส.สิรีรัศมิ์ ฯ มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจสอบพบผู้ต้องหาทำหน้าที่รวบรวมเงินจากบัญชีม้าก่อนนำไปฝากเงินต่อ เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้านพักย่านสาทร กรุงเทพฯ พร้อมของกลางเงินสด จำนวนกว่า 9.3 แสนบาท ,โทรศัพท์ 2 เครื่อง และยาไอซ์ 2.2 กรัม ก่อนจะขยายผลจับกุม นายมัยวิทย์ ฯ ที่มีหน้าที่ควบคุมคนฝากเงิน เพิ่มเติม ก่อนนำตัวทั้งคู่ดำเนินคดีต่อไป
คดีที่ 3. ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จับกุม 4 ผู้ต้องหา เป็นชาวไทย 2 คน และชาวกัมพูชา 2 คน พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ 32 เครื่อง , สายชาร์จ 18 เส้น , บัตรกดเงิน 2 ใบ , สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม และเงินสด 100,000 บาท หลังพบว่าคนไทยทำหน้าที่พาชาวกัมพูชาหลายคน ทำการปลดล็อกบัญชีและดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของธนาคารแห่งหนึ่ง ย่านสำโรง มีพฤติกรรมต้องสงสัย ทราบภายหลังว่าบัญชีของชาวกัมพูชาถูกเปิดและขายต่อให้นายหน้าชาวกัมพูชา ราคา 5,000 บาทนั้น แต่ถูกล็อกไม่สามารถโอนและรับโอนเงินได้ หนึ่งในผู้ต้องหาชาวไทยจึงรับจ้างจากนายศักดาฯ สัญชาติกัมพูชา ให้พาชาวกัมพูชาคนดังกล่าวมาปลดล็อกบัญชี พร้อมดาวน์โหลดแอปฯไว้ในโทรศัพท์ก่อนจะส่งมอบคืนให้กับนายหน้าไปใช้ในขบวนการสแกมเมอร์ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวทั้งหมดดำเนินคดีต่อไป
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางน้ำเปรี้ยว เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 42 ปี หลังตรวจพบธุรกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติไปยังบัญชีม้า โดยพบว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการโอนเงินไปแล้วหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 10 ล้านบาท ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งชี้แจงให้ผู้เสียหายทราบว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามเส้นทางการเงินเพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายต่อไป
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระราชวัง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 76 ปี หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการมิจฉาชีพ โดยคนร้ายได้หลอกล่อผ่านโฆษณาแจกต้นไม้ฟรีอ้างเป็นกิจกรรมรักษ์โลกทางเฟซบุ๊ก ก่อนจะหลอกให้ผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำกิจกรรมโปรโมทแพลตฟอร์มที่อ้างผลตอบแทนสูง และหว่านล้อมให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มยอดลงทุนในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญในการเฝ้าระวังผู้สูงอายุจากการหลอกลวงทางออนไลน์ที่แฝงมาในรูปแบบของกิจกรรมสาธารณะกุศลและผลประโยชน์จอมปลอม
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 44 ปี หลังตรวจพบความผิดปกติจากการโอนเงินเข้าบัญชีม้า โดยผู้เสียหายพบโฆษณาขายโทรศัพท์มือถือในราคาเพียง 1,999 บาท บนเฟซบุ๊ก ซึ่งคนร้ายได้ใช้อุบายให้แอดไลน์เพื่อรับใบสั่งซื้อ ก่อนจะสร้างความเชื่อใจด้วยการโอนเงินรางวัลกิจกรรมตอบคำถามให้จริง จากนั้นได้ดึงผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์ทำกิจกรรมเพื่อหลอกให้ลงทุนเริ่มจาก 2,500 บาท แลกผลตอบแทน 5,000 บาท จากนั้นคนร้ายล่อลวงให้โอนเงินเพิ่มยอดการลงทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งยอดโอนสะสมสูงถึง 3 ล้านบาท และไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งลงพื้นที่แจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าถูกหลอกลวง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่นั้น ผู้เสียหายยังคงอยู่ในอาการตกใจและสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เจ้าหน้าที่จึงให้คำแนะนำและรีบดำเนินการประสานอายัดบัญชีเบื้องต้นพร้อมพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายต่อไป
เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเดา เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือหญิงวัย 47 ปี อย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบธุรกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติไปยังบัญชีม้า โดยผู้เสียหายได้สั่งซื้อทองผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ก่อนถูกชักชวนให้เข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำกิจกรรมแลกผลตอบแทน ซึ่งคนร้ายใช้อุบายล่อลวงให้โอนเงินต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการโอนไปยังบัญชีปลายทางเป็นชื่อบริษัท ก่อนที่ครั้งต่อๆ มาจะเป็นบัญชีบุคคลธรรมดา โดยอ้างว่าต้องโอนเพิ่มเพื่อรับเงินส่วนที่โอนมาแล้วคืน จนผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปเพิ่ม มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 370,084 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้อธิบายให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอกลวง ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมพาผู้เสียหายเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายต่อไป
เคสที่ 5 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำลูกกา เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือหญิงวัย 63 ปี หลังตรวจพบธุรกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติไปยังบัญชีม้า โดยผู้เสียหายสั่งซื้อผลิตภัณฑ์โปรตีนผ่านทางเฟซบุ๊ก ก่อนถูกคนร้ายใช้อุบายชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำกิจกรรมรับผลตอบแทน ซึ่งในช่วงแรกผู้เสียหายได้รับเงินจริง จึงหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งยอดเงินสูงถึง 1 ล้านบาท และไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งดำเนินการอายัดบัญชีและรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
