svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ACSC เรียกถกแพลตฟอร์มเทรดทองออนไลน์ ปิดช่องโหว่แก๊งคอลฯ ใช้ฟอกเงิน

13 มี.ค. 2569

ACSC เรียกแพลตฟอร์มเทรดทองออนไลน์ทั่วประเทศ ถกปิดช่องโหว่ กันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน หลังมีบทเรียนจากแอปเทรดหุ้นชื่อดัง

13 มีนาคม 2569 จากกรณี เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti-Cyber Scam Center หรือ ACSC ประสานเชิญ ตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง มาเข้าให้ปากคำ หลังพบว่า แพลตฟอร์มเทรดหุ้นออนไลน์ของบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินผิดกฎหมาย ก่อนทางบริษัทจะให้คำชี้แจงว่า เกิดจากความหละหลวมของระบบการจัดการ KYC หรือ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน ของลูกค้าที่มาใช้บริการ ผ่านแอปพลิเคชั่นเทรดหุ้น จนกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้ นำมาใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน ซึ่งเบื้องต้นทางบริษัทได้ทำการแก้ไขปรับปรุงระบบ ปิดช่องโหว่ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่เคยมีการนำเสนอไปแล้วนั้น 
 

ACSC เรียกถกแพลตฟอร์มเทรดทองออนไลน์ ปิดช่องโหว่แก๊งคอลฯ ใช้ฟอกเงิน

 

 

ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่า แม้ภายหลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti-Cyber Scam Center หรือ ACSC ประสานเชิญตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง มาเข้าให้ปากคำ พร้อมขอความร่วมมือหาวิธีแก้ไขปัญหาระบบ KYC จนสามารถอุดช่องโหว่ของระบบ ปิดโอกาสให้กับแก๊งมิจฉาชีพใช้ฟอกเงินได้แล้วนั้น
 

แต่ในทางสืบสวนพบว่า เมื่อวิธีการฟอกเงินผ่านการเทรดหุ้นออนไลน์ ไม่สามารถฟอกเงินได้ง่ายเหมือนก่อน กลุ่มมิจฉาชีพจึงเลือกปรับเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงิน โดยการหันมาใช้วิธีดั้งเดิมคือ การฟอกเงินผ่านการซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ผ่านร้านซื้อขายเถื่อน หรือ การเทรดทองคำออนไลน์ ซึ่งในส่วนนี้ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ Anti-Cyber Scam Center หรือ ACSC อยู่ระหว่างการประสานตัวแทนผู้ประกอบการค้าทอง มาพูดคุยขอความร่วมมือในการวางมาตรการตรวจสอบบัญชีธนาคาร หรือ กระบวนการยืนยันตัวบุคคลที่ทำการซื้อขายทองคำออนไลน์ ให้รัดกุมมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการพยายามปิดช่องโหว่การฟอกเงินผิดกฎหมายให้ได้มากที่สุด 
 

ACSC เรียกถกแพลตฟอร์มเทรดทองออนไลน์ ปิดช่องโหว่แก๊งคอลฯ ใช้ฟอกเงิน

ขณะที่ในส่วนของการติดตามตรวจสอบชาวต่างชาติ ที่ได้รับการจัดทำวีซ่าผ่านโรงเรียนสอนภาษาย่านลาดพร้าว ของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เปิดขึ้นมาเพื่อบังหน้านั้น เบื้องต้นพบมีจำนวนรวมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นคนสัญชาติ อาทิ ชาวจีน ประมาณ 300 คน ชาวเมียนมา ประมาณ 180 คน ชาวเวียดนาม ประมาณ 90 คน ชาวมาเลเซีย ประมาณ 15 คน ชาวอินโดนีเซีย ประมาณ 10 คน และ ชาวไต้หวัน ประมาณ 5 คน
 

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเข้าข่ายต้องสงสัยว่า ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้เกณฑ์เข้ามาทำวีซ่า เพื่อใช้เป็นเอกสารเบิกทางให้สามารถเปิดบัญชีม้า หรือ ทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ในประเทศไทยได้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งตรวจพิสูจน์ทราบตัวชาวต่างชาติเหล่านี้