เตรียมส่งกองปราบฯ เอาผิด “พระครูบาชัยวัฒน์” ฉ้อโกงประชาชน
23 ก.พ. 2569
ตำรวจเตรียมส่งกองปราบฯ เอาผิด “พระครูบาชัยวัฒน์” วัดป่าชนะใจ ฐานฉ้อโกงประชาชน ผู้การ ปทส.สอบผู้เสียหายคดีบุกรุกป่าไม้และที่ ส.ป.ก.
ข่าว
23 ก.พ. 2569
ตำรวจเตรียมส่งกองปราบฯ เอาผิด “พระครูบาชัยวัฒน์” วัดป่าชนะใจ ฐานฉ้อโกงประชาชน ผู้การ ปทส.สอบผู้เสียหายคดีบุกรุกป่าไม้และที่ ส.ป.ก.
23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ บก.ปทส. อดีตแม่ชีพุทธ และ สีกามล อดีตลูกศิษย์พระครูบาชัยวัฒน์ เข้าพบ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส.เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของสถานปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจ จ.สระบุรี นานกว่า 2 ช.ม. ก่อนที่ พล.ต.ต.เอนก จะเปิดเผยว่า ในส่วนของ บก.ปทส. จะรับผิดชอบในเรื่องของการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.หรือพื้นที่ป่า หรือการกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้เป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของ ส.ป.ก. และ กรมป่าไม้ ทราบแล้วว่า ต้องรวบรวมหลักฐานใดมาบ้าง เพื่อที่จะมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด โดยนำหลักฐานส่วนรายละเอียดมาให้ครบถ้วน คาดว่าจะมาแจ้งความได้ภายในสัปดาห์นี้
ในส่วนของ บก.ปทส. ได้รับเชิญเข้าไปร่วมประชุม 2 รอบ กับหน่วยงานต่างๆ มีทั้งกรมป่าไม้ ส.ป.ก. ป.ป.ช. ปปท. ก่อนเปิดปฏิบัติการร่วมตรวจสอบที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ที่สำนักปฏิบัติธรรมป่าชนะใจแห่งนี้ ซึ่งมีการแยกออกชัดเจน 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ภายหลังกรมป่าไม้ยกเลิกเป็นพื้นที่ป่าสงวน แล้วมอบพื้นที่ 2,000 กว่าไร่และพื้นที่ใกล้เคียงให้ ส.ป.ก.ดูแล ในพื้นที่ 2,000 ไร่แห่งนี้ ส.ป.ก. ได้จัดสรร แบ่งให้เกษตรกรทำกิน ไปบางส่วนซึ่งเป็นพื้นที่ราบ
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมสวนป่าชนะใจ ก่อนจะแบ่งเป็นพื้นที่หมู่บ้านอาริยะ ส่วนพื้นที่ทั้งสองนี้จะเป็นพื้นที่ ที่ ส.ป.ก. จัดสรรให้เกษตรกรทำกิน ตนเห็นหลักฐานแล้วว่ามีหลักฐาน มีสัญญาการซื้อขายเป็นเงินหลักล้านบาท ไม่ใช่เป็นเรื่องของการถวาย
พล.ต.ต.เอนก กล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. แต่เกษตรกรชาวบ้านที่ได้รับสิทธิจาก ส.ป.ก. นำเอาไปขายต่อให้ทางสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ส่วนหนึ่ง ซึ่งทั้งแปลงอีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา อันนี้ลักษณะสภาพไม่เหมาะกับการทำเกษตรกรรมซึ่ง สอบถามกับทาง ส.ป.ก. แล้ว ที่ดินส่วนนี้ไม่ได้มอบหมายหรือให้สิทธิ์เกษตรกรทำมาหากิน จึงเป็นที่ ส.ป.ก. ดูแลอยู่ แต่กลับถูกไถเตียนไปด้วย เพื่อทำเป็นลานธรรม เป็นผาชนะใจ ซึ่งไม่ได้เป็นการทำประโยชน์ในเรื่องของเกษตรกรรมใดๆ เลย โดยหลักการแล้ว ส.ป.ก. ก็จะทำการยึดคืน เพื่อจะจัดให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป จากพยานหลักฐานที่เราไปตรวจพบว่า มีการบุกรุก ส.ป.ก. ตั้งแต่ปี 2566
ส่วนกรณีที่ทนายของ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. อ้างว่า กฎหมายใหม่ พ.ร.บ.ส.ป.ก.สามารถโอนสิทธิ์ให้กับผู้อื่นได้นั้น ผบก.ปทส. ยืนยันว่า ทำไม่ได้ กฎหมายสอบและผู้ว่าโอนสิทธิ์ให้กับทายาทได้ ไม่ว่าพ่อแม่แก่แล้วตายแล้วถึงจะโอนให้กับลูกได้ เขาพยายามจะเร่งบาลี ซึ่งทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นญาติกัน จะอ้างว่าผู้ได้รับสิทธิ์ทำกินสละสิทธิ์แล้วจึงนำไปใช้ประโยชน์อันนี้ ไม่ได้ถ้าสละสิทธิ์ก็ต้องคืน ส.ป.ก. การจะทำประโยชน์ต่อก็ต้องได้รับอนุญาตจาก ส.ป.ก. ตรวจสอบแล้ว ส.ป.ก. ยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการอนุญาต
ส่วนเรื่องของการฉ้อโกงประชาชน ถ้ามีผู้เสียหาย ผู้ร้องทุกข์ ประชาชนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการถูกชักจูง ถูกหลอกลวง จนหลงเชื่อ หลอกให้ซื้อหรือโอนมีการมอบเงินหรือทรัพย์สินใดๆ ก็ตาม ถือว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชนได้ การกระทำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางต่างๆ เป็นการประกาศให้ประชาชนรู้เป็นทั่วไป ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนได้
ทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. มอบหมายให้กองบังคับการปราบปรามเป็นเจ้าภาพในเรื่องคดีฉ้อโกงประชาชน ส่วน ปทส.ดูแลเรื่องบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายเกี่ยวกับเรื่อง ส.ป.ก.ทยอยมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พงส.บก.ปทส.แล้ว ส่วนขณะนี้มีพลเมืองดีได้เข้ามาให้ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องการบุกรุก การดำเนินการในส่วนสำนักปฏิบัติธรรมบนป่าชนะใจ
ล่าสุดได้รับข้อมูลจากผู้บังคับบัญชาว่า มีประชาชนบางส่วนหลายราย จะมาแจ้งความร้องทุกข์ในเรื่องฉ้อโกงประชาชน
ด้าน สีกามล กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสเข้าไป ที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ประมาณแปดเดือน เนื่องจากตนมีอาชีพเกี่ยวกับการรับจ้างสร้างบ้านน็อคดาวน์อยู่ จึงได้รับการติดต่อจากพระชัยวัฒน์ ให้ช่วยสร้างบ้านพักจำนวน 17 หลัง ซึ่งได้สร้างเสร็จสิ้นแล้ว โดยให้ตนออกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าบางส่วนไปก่อน
แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว กลับไม่ได้รับเงินค่าว่าจ้างในการสร้าง อ้างว่าผิดสเปกไม่ตรงกับแบบที่ตกลงไว้ ก่อนจะถูกบีบให้ออกมาจากป่าชนะใจ
ด้านอดีตสีกาพุทธ ซึ่งเคยไปออกรายการทีวีช่องดัง กล่าวว่า วันนี้ตนได้มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนใ นส่วนที่ถูกหลอกให้ซื้อบ้านและที่ดินรวมมูลค่า 300,000 บาท และยังมีการบริจาคเงินอีกหลายครั้ง รวมทั้งสิ้นเกือบห้าล้านบาท ก่อนจะถูกบีบให้ออกจากสำนักปฏิบัติธรรม เพราะเงินเก็บหมด
