นายมาริษ ยังเสนอให้รัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศในการเดินเกมให้ “โลกล้อมกัมพูชา” ที่รัฐบาล จะต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบ ในการควบคุมบทบาทประเทศที่สามให้สมดุล ต้องป้องกันไม่ให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามาชี้นำการแก้ไขปัญหา และใช้กลไกทางการทูตทุกระดับทั้งทวิภาคี และพหุภาคีอย่างสมดุล เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงรุกต่อประชาคมโลก การประท้วงกัมพูชาในเวทีอนุสัญญาออตตาวาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขับเคลื่อนคู่ขนานกับการชี้ให้ประชาคมโลกเห็นว่า “กัมพูชาเป็นผู้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” ผ่านคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องขององค์กรสหประชาชาติตามที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยวางรากฐานไว้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย การใช้อาวุธที่มีลักษณะ offensive หรือการใช้ข่าวปลอมเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง
และเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาตินั้น นายมาริษ เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงประชาคมโลกผ่านช่องทางทวิภาคีและพหุภาคีอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และการพิจารณาใช้กล้องติดตัวทหาร หรือ Bodycam ในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ “กัมพูชาไม่อาจปฏิเสธได้” และสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อโลกอย่างรัดกุมและทันท่วงที
นายมาริษ ยังเห็นว่า ทิศทางการทูตที่แท้จริง คือ ต้องปิดเกมโดยไม่เสียเปรียบ สิ่งสำคัญที่สุด การจะเดิน "การทูตเชิงรุก" เพื่อ "ปิดเกมเขมร" หากรัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นระบบ ก็ยากจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำให้ได้ คือ 1) การเจรจากดดันกัมพูชาอย่างมีศักดิ์ศรีและมีน้ำหนัก ทั้งโดยการเจรจาทวิภาคี และการยืมมือมิตรประเทศ และมหาอำนาจช่วยกดดัน 2) การสื่อสารได้โดยตรงกับทุกประเทศ รวมถึงมหาอำนาจ โดยไม่พึ่งพาประเทศที่สาม 3) การไม่เปิดช่องให้กัมพูชายืมมือผู้อื่นโดยเฉพาะมหาอำนาจสร้างแรงกดดันย้อนกลับมายังไทย
นายมาริษ ยังยืนยันว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่เคยพลาดพลั้ง ไม่เคยเสียเปรียบในเวทีโลก ไม่ยอมให้กัมพูชาพลิกเกมจนเกิดภาพ ‘โลกล้อมไทย’ เพราะเราเจรจาตรงได้กับมิตรประเทศทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ และจีนอย่างมีศักดิ์ศรี และอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยต้องกลับมาฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน และต้องตระหนักว่า “เวทีพหุภาคีเพียงอย่างเดียว” ไม่อาจทดแทนพลังของ “การเจรจาทวิภาคีแบบตรงไปตรงมา” ซึ่งการละเลยประเด็นสำคัญจุดนี้ ได้เปิดโอกาสให้กัมพูชาเก็บแต้มทางการทูตจากสหรัฐไปแล้วเรียบร้อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้ตระหนัก และยอมรับได้ว่าการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน "ต้องเด็ดขาด จริงจัง" ของไทยเป็นไปอย่างชอบธรรม