เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบเส้นทางการเงิน Cryptocurrency พบว่ามีการโอนไปยัง Wallet ของ Huione Pay ของประเทศกัมพูชา เพื่อฟอกเงิน ก่อนจะถูกโอนต่อไปยัง Wallet ของผู้รับผลประโยชน์อีกจำนวนหลาย Wallet ก่อนจะโอนมาให้กับกลุ่มผู้ต้องหาในนคดีนี้ที่เป็นชาวเมียนมา โดยพบว่าจะมีการรับโอน Cryptocurrency สกุล USDT วันละประมาณ 20-30 ล้านบาท แล้วจะเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านแพลตฟอร์ม Cryptocurrency ต่าง ๆ ทั้ง Binance, OKX และ Exchange ของไทย ได้แก่ Bittazza, Maxbit และ Z.COM เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดเข้าบัญชีธนาคารไทยของกลุ่มผู้ต้องหา และไปถอนเงินสดที่ธนาคารในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก วันละประมาณ 20-30 ล้านบาท
พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อถอนเงินแล้วจะนำเงินสดให้ชาวเมียนมา ขนข้ามชายแดนบริเวณด่าน ตม.แม่สอด ไปส่งต่อให้นายทุนชาวจีนยังฝั่งเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาต่อไป โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการถอนเงินสดกว่าเดือนละ 1,000 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้รวม 28 คน โดยเป็นกลุ่มบัญชีม้า จำนวน 24 คน และชาวเมียนมา ผู้รับผลประโยชน์จำนวน 4 คน และได้นำหมายค้นศาลจังหวัดแม่สอด เพื่อเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายพร้อมจับกุมผู้ต้องหาชาวเมียนมาจำนวน 3 ราย ซึ่งทำหน้าที่กดเงินสดและขนเงินไปให้นายทุนยังฝั่งประเทศเมียนมา พร้อมตรวจยึดเงินสดของกลางรวมกว่า 46 ล้านบาท
จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบว่าแก๊งดังกล่าวเชื่อมโยงกับ "ก๊ก อาน"หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ชาวกัมพูชา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนขยายผล อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ต้องหาระดับสั่งการบางรายกบดานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย แต่ทางเราจะขอให้ตำรวจสากลออกหมายจับเพื่อกดดันขบวนการเหล่านี้ต่อไป