เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดคำพิพากษา จำคุก 50 ปี "ทิดแย้ม" อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ยักยอกเงิน 28 ล้าน

21 เม.ย. 2569

เปิดคำพิพากษา จำคุก 50 ปี "ทิดแย้ม" อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ยักยอกเงิน 28 ล้าน

เปิดคำพิพากษา จำคุก 50 ปี ทิดแย้ม-สีกาเก็น ผิดต่อหน้าที่ ชดใช้คืน 28 ล้าน คดียักยอกเงินวัดไร่ขิง ยกฟ้องจำเลยที่ 4

21 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางถนนเลียบรางรถไฟ ตลิ่งชัน ศาลมีคำพิพากษาจำคุก พระธรรมวชริรานุวัตร หรือพระเทพศาสนาภิบาล หรือพระราชวิริยาลังการ หรือนายแย้ม อินทร์กรุงเก่า 50 ปี ในความผิดที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 ยื่นฟ้องนายแย้มกับพวกประกอบด้วย น.ส.อรัญญาวรรณ หรือเก็น วังทะพันธ์ ,นางพชพร หรือเตย สีเลี้ยง หรือ พัศรายุวัตร นายฉัตรชัย สีเลี้ยง หรืออินทร์มี ,นายเอกพจน์ หรือพระมหาเอกพจน์ ภูฆัง ผู้ต้องหาที่ 1-5 ความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ,157 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172  พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3,5,9,10   พรก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฯ และให้จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 28 ล้านบาทเศษ 

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย จำนวน 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่ 2-5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงิน จำนวน 28 ล้านบาทเศษ และจำเลยทั้ง 5 ได้ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานจำนวนหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน 

โดยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิด กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ของวัด หรือลูกจ้างของวัด เบิกถอนเงินหรือโอนเงินจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จากนั้น จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 2-5 ในการผ่องถ่ายเงินของวัด ไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2-5 โดยมีเส้นทางการเงินปลายทาง คือ บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ต่อมาขอถอนคำให้การปฏิเสธเปลี่ยนเป็นให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2-5 ให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินฝากของวัดไร่ขิง และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28 ล้านบาทเศษ

จากนั้นจำเลยที่ 3  โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2-5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้ง 5 ได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด 

ในการพิจารณาว่าการกระทำใดของจำเลยคนใดเป็นการกระทำความผิด จึงต้องพิจารณาเป็นรายกระทงไป และได้ความว่า บางครั้งจำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 โดยตรง และบางครั้งก็โอนเงินผ่านจำเลยที่ 3 และที่ 5 โดยมีบัญชีรับโอนปลายทางคือบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 19 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน  27 ล้านบาทเศษ 

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้ว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 มาจากการที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 แต่จากพยานหลักฐานรับฟังน่าเชื่อว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาแสดงทำขึ้นภายหลังเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำความผิดฐานยักยอกเงินของวัดไร่ขิงผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเส้นทางการเงินปลายทาง คือ บัญชีจำเลยที่ 2 จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม ส่วนจำเลย 2,3,5 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 

โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม 

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดจำเลยที่ 1 

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้ง 5 สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันหรือไม่

เห็นว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 โดยมีจำเลยที่ 2,3,5 เป็นผู้สนับสนุนหลายครั้งหลายคราว อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดมูลฐานตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯมาตรา 3 

ทางการไต่สวนปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิงยังได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลย 2,3,5 โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพังจำนวน 1 กรรม 

จำเลยที่ 1,2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันรวม 13 กรรม 

จำเลยที่ 1,2,3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1,2,5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม

ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางไต่สวนรับฟังไม่ได้ว่า ร่วมกันสมคบฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน

ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือไม่

ในทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่กุฏิ อ้างว่าประสงค์จะได้บัญชีธนาคาร พร้อมบัตรกดเงินสด เพื่อใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์ต่าง ๆ อันเป็นเงินเก็บส่วนตัวไว้ต่างหากจากเงินของวัดไร่ขิง แล้วจะคืนสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดให้ภายหลัง โดยจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าสมุดบัญชีและบัตรกดเงินสดไปใช้ในการกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิด 

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ  จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1,2,3,5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147  และความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 
มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 4