เนชั่นทีวี

ข่าว

อดีตที่ปรึกษากลาโหม ไขยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ กอ.รมน.ภาค 4 อยู่ตรงไหน

21 เม.ย. 2569

อดีตที่ปรึกษากลาโหม ไขยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ กอ.รมน.ภาค 4 อยู่ตรงไหน

เจาะลึกยุทธศาสตร์ดับไฟใต้! การเมืองต้องนำ หรือ ทหารต้องคุม? เคลียร์ชัดทุกข้อสงสัย! อดีตที่ปรึกษากลาโหมชี้เป้า ความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่าง "อำนาจพลเรือน" กับ "อิทธิพลกองทัพ" พร้อมเปิดโครงสร้างจริงของ กอ.รมน.ภาค 4 สน.

21 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทางวิชาการและความมั่นคง เมื่อมีมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐบางราย เสนอให้ใช้แนวทาง "การเมืองนำการทหาร" ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) จนนำมาสู่คำถามว่า ปัจจุบันกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำลังใช้หลักการใดกันแน่? พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้นำเสนอข้อมูลเจาะลึก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นนี้


พลเอก กฤษณะ ระบุว่า จากกรณีที่มีการให้สัมภาษณ์สนับสนุนแนวคิด "การเมืองนำการทหาร" ซึ่งอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า ปัจจุบันเป็นการใช้ "การทหารนำการเมือง" อยู่นั้น ขอให้ข้อสังเกตเชิงวิชาการ เพื่อแยกแยะความแตกต่างของทั้งสองระบบให้ชัดเจน ดังนี้


พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

นิยาม "การเมืองนำการทหาร" (Civilian control of the Military)



คือ แนวทางการบริหารนโยบายความมั่นคง ที่เน้นวิธีการทางการเมืองเป็นหลัก ประกอบด้วยการเจรจา การทูต การพัฒนา การเข้าถึงมวลชน และการแก้ไขความเดือดร้อน โดยใช้กำลังทหารเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน เพื่อลดความขัดแย้งและยึดกุมใจประชาชน


หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือ "ทหารถูกควบคุมโดยพลเรือน" หมายถึงรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจสั่งการเหนือทหาร เพื่อให้อยู่ในครรลองประชาธิปไตย


โดยมีสาระสำคัญคือ การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรด้วยสันติวิธี นิรโทษกรรมผู้หลงผิด แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมผ่านนโยบายการเมือง ทหารจะเปลี่ยนบทบาทจากการปราบปราม มาเป็นหน่วยพัฒนาและสร้างความเข้าใจ โดยมีหน้าที่ระงับเหตุแทนการมุ่งทำลายฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว 


อดีตที่ปรึกษากลาโหม ไขยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ กอ.รมน.ภาค 4 อยู่ตรงไหน

นิยาม "การทหารนำการเมือง" (Military Leads Politics)



คือระบอบที่กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือมีอิทธิพลเหนือสถาบันการเมืองและพลเรือน พลเรือนไม่มีบทบาทในการบริหารที่แท้จริง โดยสถาบันทหารเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของรัฐ


ลักษณะสำคัญคือกองทัพคือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้นำทหารเป็นผู้กุมอำนาจรัฐหรือมีอิทธิพลสูงต่อรัฐบาลพลเรือน ในการกำหนดนโยบายสำคัญ


อดีตที่ปรึกษากลาโหม ไขยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ กอ.รมน.ภาค 4 อยู่ตรงไหน

 

กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับ "ทางเลือกที่สาม"
 

จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบัน กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้ใช้การทหารนำการเมือง เพราะไม่เข้าองค์ประกอบ ที่กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน และขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใช้การเมือง นำการทหารแบบเต็มรูปแบบ ตามนิยามทางวิชาการ


แต่เป็นการใช้หลัก "การเมืองควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ด้วยเหตุผลสำคัญคือ:


โครงสร้างการบังคับบัญชา: กอ.รมน.ภาค 4 สน. เป็นหน่วยงานความมั่นคงภายใต้ กอ.รมน. ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี "นายกรัฐมนตรี" เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ใช่หน่วยงานของทหารโดยตรง


กำลังพลประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครรักษาดินแดน และข้าราชการพลเรือนจากหลายกระทรวง


ภารกิจไม่ใช่การรบ: ทหารที่ปฏิบัติงานไม่มีอำนาจหน้าที่ ในภารกิจปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและบังคับใช้กฎหมาย


โดยเน้นการพูดคุย การพัฒนา และการแก้ไขความเดือดร้อนเพื่อชนะใจประชาชน เช่น "โครงการพาคนกลับบ้าน" ที่เชิญชวนผู้เห็นต่างกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว


การบังคับใช้กฎหมายอย่างสันติ: ไม่มีการมุ่งโจมตีหรือทำลายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่ใช้การป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่น การตั้งด่านตรวจค้น การปิดล้อมตรวจค้นจับกุมตามหมายจับ ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่กระทำตามอำเภอใจ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม



คำเตือน: หากหยุดบังคับใช้กฎหมาย เสี่ยงผิด ม.157



พลเอก กฤษณะ ให้ข้อสังเกตที่สำคัญว่า หากมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนถึงขั้นจะให้ยกเลิกการตั้งด่าน หรือยกเลิกการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม เพื่อให้เป็น "การเมืองนำการทหาร" ตามความเข้าใจของตนนั้น อาจส่งผลร้ายแรง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
 

โดยสรุป การปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จชต. ปัจจุบันคือ การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยใช้การเมือง ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับมีความเข้าใจที่ตรงกัน จะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ นำไปสู่สันติสุขและความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน