นิยาม "การทหารนำการเมือง" (Military Leads Politics)
คือระบอบที่กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือมีอิทธิพลเหนือสถาบันการเมืองและพลเรือน พลเรือนไม่มีบทบาทในการบริหารที่แท้จริง โดยสถาบันทหารเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของรัฐ
ลักษณะสำคัญคือกองทัพคือ ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และผู้นำทหารเป็นผู้กุมอำนาจรัฐหรือมีอิทธิพลสูงต่อรัฐบาลพลเรือน ในการกำหนดนโยบายสำคัญ
กอ.รมน.ภาค 4 สน. กับ "ทางเลือกที่สาม"
จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบัน กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้ใช้การทหารนำการเมือง เพราะไม่เข้าองค์ประกอบ ที่กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน และขณะเดียวกันก็ไม่ได้ใช้การเมือง นำการทหารแบบเต็มรูปแบบ ตามนิยามทางวิชาการ
แต่เป็นการใช้หลัก "การเมืองควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ภายใต้หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ด้วยเหตุผลสำคัญคือ:
โครงสร้างการบังคับบัญชา: กอ.รมน.ภาค 4 สน. เป็นหน่วยงานความมั่นคงภายใต้ กอ.รมน. ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี "นายกรัฐมนตรี" เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ใช่หน่วยงานของทหารโดยตรง
กำลังพลประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครรักษาดินแดน และข้าราชการพลเรือนจากหลายกระทรวง
ภารกิจไม่ใช่การรบ: ทหารที่ปฏิบัติงานไม่มีอำนาจหน้าที่ ในภารกิจปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยและบังคับใช้กฎหมาย
โดยเน้นการพูดคุย การพัฒนา และการแก้ไขความเดือดร้อนเพื่อชนะใจประชาชน เช่น "โครงการพาคนกลับบ้าน" ที่เชิญชวนผู้เห็นต่างกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว
การบังคับใช้กฎหมายอย่างสันติ: ไม่มีการมุ่งโจมตีหรือทำลายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง แต่ใช้การป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามผ่านกระบวนการยุติธรรม เช่น การตั้งด่านตรวจค้น การปิดล้อมตรวจค้นจับกุมตามหมายจับ ซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่กระทำตามอำเภอใจ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม
คำเตือน: หากหยุดบังคับใช้กฎหมาย เสี่ยงผิด ม.157
พลเอก กฤษณะ ให้ข้อสังเกตที่สำคัญว่า หากมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนถึงขั้นจะให้ยกเลิกการตั้งด่าน หรือยกเลิกการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม เพื่อให้เป็น "การเมืองนำการทหาร" ตามความเข้าใจของตนนั้น อาจส่งผลร้ายแรง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
โดยสรุป การปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จชต. ปัจจุบันคือ การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยใช้การเมือง ควบคู่การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับมีความเข้าใจที่ตรงกัน จะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ นำไปสู่สันติสุขและความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน