เเต่สิ่งที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. (รรท.ผบ.ตร.ในขณะนั้น ) ได้กระทำเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2567 คือ การใช้อำนาจจาก มาตรา 131 (กรณีร้ายแรงยิ่งกว่าวินัยทั่วไป หรือความผิดอาญา กฎหมายให้อำนาจ นายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ตร. ดำเนินการสั่งให้ตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ต้องรอการสอบสวน) โดยสารตั้งต้นคือ หมายจับคดี BNK Master
ดังนั้นการกล่าวขานว่า เคส "บิ๊กโจ๊ก" นั้น ใครอุ้มใคร? ใครพลิกตำรากฎหมายมาชี้ช่อง หาเทคนิคพลิกแพลง โดยไม่มองภาพรวมทั้งหมดว่า วันนี้จะทำเเบบนี้ ผลของวันนี้วางมาตรฐานไว้ในอนาคตเเล้ว วันหน้าจะเป็นอย่างไรค่อยหาเทคนิคใหม่มาใช้? สังคมตรองกันดี ๆ
โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เปิดเผย เนชั่นทีวี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 67 ว่า อนุ ก.ตร.วินัย ชุดที่ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง เป็นประธาน ยืนยันว่า การลงนามของ รรท.ผบ.ตร.ให้ บิ๊กโจ๊ก ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมาย โดย อนุ ก.ตร.วินัย ได้รับรองมติแล้ว และจะเสนอต่อที่ประชุม ก.ตร. สัปดาห์หน้า ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตาว่า ก.ตร.จะกลับมติ อนุ ก.ตร.วินัยหรือไม่ แต่โดยส่วนใหญ่และเป็นมาตรฐานของ ตร.ก็จะไม่กลับมติ
ก่อนที่ ก.พ.ค.ตร.จะมีมติว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้นชอบด้วยกฎหมาย
ย้อนสารตั้งต้นปมปลด ”บิ๊กโจ๊ก”
ย้อนกลับไปยังสารตั้งต้นของ ”บิ๊กโจ๊ก” เมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 ส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนของ บก.ปปป. จำนวน 1,420 แผ่น ที่ตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ลูกน้องคนสนิทบิ๊กโจ๊ก และบัญชีการตรวจยึดทรัพย์สิ่งของ ในบ้านพักซอยวิภาวดีรังสิต 60 ตามหมายค้นเเละหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ ในบ้านพัก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์
โดยมีการตรวจยึดทรัพย์สิ่งของไปตรวจสอบจำนวน 31 รายการนั้น พนักงานสอบสวนพบสิ่งที่เชื่อมโยงกันหลายรายการที่บ่งชี้ว่า มีการร่วมกันกระทำความผิดกันหลายวาระ ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ กับลูกน้อง , ตำรวจบางนาย ,บุคลากรของสำนักงาน ป.ป.ช. และบุคคลภายนอก เพราะมีเอกสารข้อมูลจำนวนมาก ที่ได้ตรวจสอบและรอการพิสูจน์ความผิดตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวนที่ระบุบัญชีรายการตรวจยึดจากบ้านพักหลังดังกล่าว เช่น ข้อมูลส่วนตัวของ "พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์" เเละภริยา , ข้อมูลของบิดา “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” , ไฟล์เเละเอกสารหลายเรื่องของคนในครอบครัวภริยาของ ”พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” , สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียม ถนนสีลม ซึ่งเป็นชื่อของเสี่ยใหญ่ภาคอีสานที่ใกล้ชิด “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” , หนังสือมอบอำนาจให้นายตำรวจคนสนิท โอนคอนโดมิเนียม-หนังสือกรรมสิทธิคอนโดมิเนียม ชั้น 15 ถนนวิทยุ
สำนวนการสอบสวนระบุ อีกว่า ยังตรวจพบไฟล์เเละเอกสารการชี้แจงกับสำนักงาน ป.ป.ช. ของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ , เอกสารของเซียนพระชื่อดังที่ส่งถึงสำนักงาน ป.ป.ช.เรื่องชี้แจงการจ่ายค่านายหน้าพระเครื่องให้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ , บัญชีการซื้อปืน-ใบสั่งซื้อปืนกว่าสองร้อยกระบอก, ใบอนุโมทนาบัตร , ประวัติข้าราชการตำรวจ-บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองสารวัตร-ผู้บังคับหมู่ , สัญญาการกู้เงินระหว่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ กับบุคคลภายนอก เป็นต้น
รายการการตรวจยึดทรัพย์สิ่งของดังกล่าวนั้น พบว่า พนักงานสอบสวนตรวจยึดใน ”ห้องอินทรีย์, โต๊ะข่าว, โต๊ะนาย” ซึ่งลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อ้างถึงและบันทึกไว้ในห้องสนทนา ผ่านระบบแอปพลิเคชั่นเเช็ตไลน์ ที่ตรวจยึดจากโทรศัพท์มือถือของนายตำรวจคนสนิทนั้น พบว่า
"ห้องอินทรีย์, โต๊ะข่าว, โต๊ะนาย” คือพื้นทื่ทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในบ้านพักหลังดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนเชื่อว่า นายตำรวจคนสนิท เป็นตัวกลางในการประสานระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และตำรวจชั้นประทวน รายอื่น ๆ ซึ่งใช้คำว่า “ทีมม้าเร็ว”
เพราะพบว่า “ทีมม้าเร็ว” ในการไปกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มจากบัญชีม้า ตามที่พ่อบ้าน คือนายตำรวจคนสนิท สั่งให้ดำเนินการ เมื่อกดเงินเเล้วจะใส่ซองเเละจ่าหน้าซองว่า "ค่าอะไร , จากใคร , ส่งไปที่ใด" จากนั้นจะถ่ายรูปเเละส่งเเช็ตไลน์เเจ้ง นายตำรวจคนสนิท ให้ทราบ ต่อจากนั้น “นายตำรวจคนสนิท” จะเเจ้งให้เจ้านายรับทราบในชั้นสุดท้าย
ข้อมูลของพนักงานสอบสวน ระบุว่า มีการพบแช็ตไลน์ของ พล.ต.ท.คนหนึ่งกับ นายตำรวจคนสนิท เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566 ว่า “จะให้ตุ้ยเอาของไปส่งฝากให้รองโจ๊กที” จากนั้น พ.ต.ท.คนหนึ่งนำซองสีน้ำตาลมามอบให้ นายตำรวจคนสนิท ที่นัดพบกันในพื้นที่เขตดุสิต กทม. จากนั้น นายตำรวจคนสนิท รับซองดังกล่าวและเขียนหน้าซองว่า "รับจากพี่แกว" และแจ้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า "รับเอกสารจากพี่แกวมาไว้ที่ทาวเรียบร้อยแล้วครับ"
พนักงานสอบสวนพิสูจน์ทราบแล้วว่า “โต๊ะข่าว/โต๊ะนายที่อยู่ในห้องอินทรีย์” นั้น อยู่ในบ้านพักซอยวิภาวดีรังสิต 60 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พักอาศัย และห้องดังกล่าวนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าไปใช้สอยเป็นปกติตั้งแต่ปี 2564-66 เพราะสิ่งของและเอกสารในห้องนี้เป็นของส่วนตัวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทั้งสิ้น
และการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกน้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น พนักงานสอบสวนเชื่อว่า หากจะส่งมอบหรือเตรียมสิ่งใดไว้ให้กับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ลูกน้องจะใช้วิธีวางทิ้งไว้บนโต๊ะดังกล่าวเช่น เอกสาร-ข่าวประจำวัน รวมถึงเงินสดที่ไปรับมาในลักษณะซองกระดาษ กระเป๋าและซองเงินที่ได้จากการจัดเตรียมซองของ พ.ต.ท.คริษฐ์
หรือเงินในการดูแลค่าใช้จ่ายในสำนักงานของนั้น นายตำรวจคนสนิท จะรับโอนเข้าบัญชีม้า จากนั้น นายตำรวจคนสนิท จะจัดสรรบริหารเงินสดที่ถอนจากบัญชีม้า เพื่อนำมาใส่ซองตามจำนวนยอดที่รับโอนมา และเขียนหน้าซองว่ามาจากใคร จากนั้นนำไปวางไว้บนโต๊ะดังกล่าวเเล้วเเจ้งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รับทราบต่อไป
พนักงานสอบสวนเชื่อว่า มีการกำหนดไว้ว่าห้องนี้ (ห้องอินทรีย์) เป็นพื้นที่ที่ลูกน้องจะส่งเอกสาร, ซองเงิน ไว้ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในห้องนี้ และบันทึกภาพก่อนจะส่งเข้าระบบแช็ตไลน์เพื่อแจ้งว่า ได้ดำเนินการแล้วในการส่งมอบสิ่งของต่าง ๆ วางไว้ตามตำแหน่งที่บันทึกภาพ จากนั้น พ.ต.ท.คริษฐ์ จะส่งแช็ตไลน์แจ้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ทราบอีกครั้งในภารกิจดังกล่าว
แม้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะอ้างเสมอว่า ไม่ทราบการกระทำส่วนตัวของ "นายตำรวจคนสนิท” เเต่อย่างใดเเละควรสอบถาม นายตำรวจคนสนิท นั้นเอง
หากใครหลายคนย้อนไปอ่านข่าว ดูคลิปข่าวเคส "บิ๊กโจ๊ก" ในห้วงเวลาที่ผ่านมาประกอบนั้น ก็สุดแต่ใช้วิจารณญาณได้ว่า ข้อมูลการสืบสวนจาก บก.ปปป. ที่ฉายภาพพฤติการณ์ คนในวงการตำรวจ ตั้งแต่ระดับบิ๊กถึงระดับล่าง มาถึงขนาดนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ยังถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่จะหาทางต่อสู้คดี พ้นบ่วงข้อกล่าวหานี้ได้อย่างไร
กระทั่งในที่สุด มีมติจาก คณะกรรมการกลั่นกรองโทษ มีรอง ผบ.ตร.ทั้งหมดร่วมเป็นกรรมการคือ ให้ไล่ออกจากราชการ
เมื่อพิจารณาแล้วได้ความว่าอย่างไรจะต้องเสนอแนะ ผบ.ตร.ในฐานะผู้มีคำสั่งแต่งตั้ง จากนั้น ผบ.ตร.จะต้องออกคำสั่งตามที่คณะกรรมการพิจารณาได้เสนอแนะไป
หากเป็นไปตามข่าว แปลว่าโอกาสของการกลับมามี “ชีวิตที่ 10” ของเจ้าของฉายา “แมว 9 ชีวิต” ย่อมริบหรี่ลงไปอีก
แต่อย่างไรก็ตาม โทษที่ออกมา “บิ๊กโจ๊ก” ยังสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ โดยยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร.
หาก ก.พ.ค.ตร. ยืนตามคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และคณะกรรมการกลั่นกรองโทษ กระบวนการก็ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะ “บิ๊กโจ๊ก” ยังสามารถใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป
หากศาลปกครองสูงสุดยืนตาม ก.พ.ค.ตร. ก็จะทำให้คดีในส่วนของ “โทษทางวินัย” ถึงที่สุด ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาถอดยศตำรวจ
สำหรับคดีของ “บิ๊กโจ๊ก” ในศาลปกครองสูงสุด ยังมีอีก 1 คดี คือการร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูก ผบ.ตร.สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯไว้แล้ว แต่ “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นคำร้องต่อ ก.พ.ค.ตร. ทว่า ก.พ.ค.ตร. มีมติว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมาย “บิ๊กโจ๊ก” จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดได้ตีตกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวไปแล้ว