เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทวี" บี้ตั้ง กมธ. บดแลนด์บริดจ์ ค้านตัวเลข สนข. หวั่นซ้ำรอย EEC

28 พ.ค. 2569 | titayu_pur

"ทวี" บี้ตั้ง กมธ. บดแลนด์บริดจ์ ค้านตัวเลข สนข. หวั่นซ้ำรอย EEC

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จี้ตั้ง กมธ. ตรวจสอบ "แลนด์บริดจ์" ล้านล้าน ค้านตัวเลขสวยหรูของ สนข. หลังผลวิจัยจุฬาฯ สวนทางชี้ผลตอบแทนติดลบ เตือนรัฐบาลอย่าใช้จินตนาการบริหาร

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จี้ตั้ง กมธ. ตรวจสอบ "แลนด์บริดจ์" ล้านล้าน ค้านตัวเลขสวยหรูของ สนข. หลังผลวิจัยจุฬาฯ สวนทางชี้ผลตอบแทนติดลบ เตือนรัฐบาลอย่าใช้จินตนาการบริหาร

KEY

POINTS

  • บี้ตั้ง กมธ. เบรกตัวเลขสวยหรู: พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เสนอญัตติด่วนตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติเป็นประธานขึ้นมาศึกษา โดยเตือนว่ากรอบเวลา 90 วันนั้นน้อยเกินไป และไม่ควรนำ "ผลบวกเชิงจินตนาการ" มาใช้บริหารประเทศ

     
  • ข้อมูล สนข. สวนทางผลวิจัยจุฬาฯ: ข้อมูลความคุ้มค่าขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดย สนข. ระบุว่าโครงการมีกำไร 8.63% แต่ผลวิจัยของจุฬาฯ ชี้ว่าอัตราตอบแทนทางการเงินติดลบเกือบ 5% และไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์เลย เสี่ยงซ้ำรอยความล่าช้าเหมือนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในพื้นที่ EEC

     
  • เตือนภัยเงียบกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดิน: นอกจากประเด็นความคุ้มค่าและการทำลายร่องน้ำธรรมชาติแล้ว ยังพบสิ่งน่ากังวลเรื่องการกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ โดยมีข้อมูลว่ามีกลุ่มคนเพียง 130 คน ถือครองที่ดินรวมกันเกือบ 3 ล้านไร่ ซึ่งรัฐบาลต้องตรวจสอบว่ามี "ไอ้โม่ง" อยู่เบื้องหลังหรือไม่

28 พฤษภาคม 2569 ประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เมื่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ออกโรงบี้รัฐบาลให้เร่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการ แลนด์บริดจ์ อภิมหาโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท หลังพบข้อมูลตัวเลขผลตอบแทนของ สนข. ขัดแย้งกับผลวิจัยจาก จุฬา อย่างสิ้นเชิง พร้อมส่งสัญญาณเตือนระวังกลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดิน และบทเรียนราคาแพงจาก EEC ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย


พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่เสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเพื่อศึกษาตรวจสอบข้อเท็จจริง และความคุ้มค่าเชิงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการคุ้มครองสิทธิชุมชนในโครงการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งการเสนอตั้งขึ้นมานี้สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท

 

หวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริม สนับสนุน รวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเงินการก่อสร้างเป็นภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ

 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า อดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับมหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้


ต่อมาสมัยนายกฯ ชวน หลีกภัย ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกัน (ถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด) ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ

อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่อง จะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารา กับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคืออยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง

 

ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาทมันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์ กับของนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิง

 

ยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือ B/C เลโชของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4–5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบคือการศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสู

 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาไม่พอ ตนจึงอยากบอกว่า ไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆ ที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้


นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบคือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรซึ่งเป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีผู้ถือครองที่ดินในลักษณะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแ ต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1,000 ไร่มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่

 

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว