อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่อง จะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารา กับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคืออยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง
ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาทมันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์ กับของนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือ B/C เลโชของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4–5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบคือการศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสู
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาไม่พอ ตนจึงอยากบอกว่า ไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆ ที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบคือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรซึ่งเป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีผู้ถือครองที่ดินในลักษณะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแ ต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1,000 ไร่มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่
“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว