พร้อมชี้แจงว่า เวทีในวันที่ตนเองขึ้นไปพูดก็ไม่ได้เกี่ยวกับดิไอคอนเช่นกัน เพราะ ในช่วงนั้น ดิไอคอน ก็เป็นสมาชิกของบริษัท เจอเนสส์ โกลบอล เหมือนกับตนเอง เป็นสมาชิกทั่วๆไป และเมื่อบริษัท เจอเนสส์ มีการจัดงานสัมมนา ใครที่เป็นสมาชิกของบริษัทเจอเนสส์ก็จะเข้าไปร่วมฟังสัมมนาในการให้ความรู้ เพื่อเอามาเป็นข้อมูลในการไปหาลูกค้า
“และตอนที่ผมทำ ดิไอคอน ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์อะไร เขาก็เป็นสมาชิกของ เจอเนสส์ ที่มาทำการตลาดเท่านั้น”
ส่วนสคริปที่พูดไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสคริปที่มีการเขียนให้พูดหรือไม่นั้น พ.ต.อ.สมคิด ระบุว่า เป็นสคริปที่ตนเองพูดเอง ไม่ได้มีใครเขียนให้ และเป็นการพูดตามความรู้สึกว่ามันดี และตำรวจก็มีอะไรดีแต่ก็อยากหาอาชีพเสริม ซึ่งเจตนาของตนเองเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปก้าวล่วงหรือลบหลู่อะไรใคร “ผมแค่อยากทำให้เห็นว่าตำรวจก็ทำอาชีพเสริม และประกอบอาชีพที่สุจริตได้”
และเครื่องแบบตำรวจที่ใส่ไป เป็นการตั้งใจที่ใส่ไปเพื่อให้คนทั่วไปที่อยู่ในทีม อยู่ในกลุ่มเฉพาะที่มีการเรียนรู้กัน “เพื่อบอกว่า ผมเป็นตำรวจผมยังทำได้ ไม่ได้ตั้งใจใส่เพื่อการสาธารณะ และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเพื่อไปทุจริต หรือไปทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ผมมั่นใจว่าผมเป็นตำรวจที่ทำอาชีพที่ ถูกต้องและพี่น้องประชาชน หรือคนที่อยากทำก็ทำได้ เพราะเจอเนสส์ ตอนนั้นมันถูกต้องตามกฎหมาย”
พ.ต.อ.สมคิด ยอมรับว่า ตอนที่ทำอยู่เจอเนสส์ ซื้อแพ็กเก็จไปประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท ก็มีการขายสินค้าแบบซื้อและขายไป และมีสินค้าหลายอย่างที่ขายดี ทั้งเซรั่ม กาแฟ ซึ่งภาพรวมที่ทำแล้วก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะทำไม่สำเร็จ ไม่ได้ตามแนวทางที่เรากำหนด เนื่องจากไม่ได้ทำง่ายๆ แม้ก็ได้กำไรกลับมาบ้าง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายพวกค่าโฆษณา
และตนเองก็ทำอยู่แค่ 1 ปี ก็ออกมาจากธุรกิจนี้ เหตุผลที่ออกมาจากธุรกิจ เพราะตนเองก็มีงาน และที่สำคัญคือธุรกิจก็จะมีเวลาของมัน จะเหมาะกับเราตอนไหนหรือไม่เหมาะแล้วไปต่อไม่ได้ก็หางานใหม่ ก็เปลี่ยนงาน ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนการติดต่อให้ขึ้นเวทีก็เป็นทีมงานติดต่อกัน
พร้อมยืนยันว่า ‘ไม่เคยรู้จักบอสพอล ไม่เคยเจอด้วย’ ส่วนบอสของดิไอคอนทั้ง 18 คนที่เป็นผู้ต้องหา ในวันที่เข้าไปพูดในงานสัมมนาเคยเจอบ้างหรือไม่นั้น พ.ต.อ.สมคิด บอกว่า ตนเองจำไม่ได้ เพราะวันนั้นก็ไปไม่นานและไม่ได้รู้จักใคร
พ.ต.อ.สมคิด ยังยอมรับอีกว่า หลังจากที่เป็นข่าวก็ เครียดเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ถูกนำมาโยงกับเรื่องที่เป็นกระแสข่าวพอดี เลยทำให้เสียความรู้สึกนิดหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง และวันนี้ตนเองก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และการที่ตนเองได้เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะแบบไหนไปทั้งหมดแล้ว ดังนั้นก็ขอให้ข้อเท็จจริงและความจริงได้ปรากฎ และตนเองก็ไม่ได้มีเจตนาจะไปเอาผิดใคร แค่อยากให้ทุกคนเข้าใจความจริงก็โอเคแล้ว และวันนี้ตนเองก็รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาพูดในสิ่งที่เป็นความจริงให้ทุกท่านได้เข้าใจ ส่วนที่ ตำรวจ ปปป. จะเรียกเข้ามาให้ปากคำวันที่ 26 ต.ค.นั้น ตนเองก็พร้อมที่จะเข้าไปให้ข้อมูล