จ่อฟันฟอกเงินแก๊ง "ดิไอคอน" ถ่ายเททรัพย์สิน เร่งขยายผลล๊อตสองไม่เว้นพระ
18 ต.ค. 2567

ตำรวจเตรียมเอาผิดฐานฟอกเงิน แก๊ง "ดิไอคอน" ถ่ายเททรัพย์สิน เร่งขยายผลเอาผิดผู้ต้องหาล๊อตสอง หากพบผิดฟันหมดไม่เว้นแม้กระทั่งพระ
ข่าว
18 ต.ค. 2567

ตำรวจเตรียมเอาผิดฐานฟอกเงิน แก๊ง "ดิไอคอน" ถ่ายเททรัพย์สิน เร่งขยายผลเอาผิดผู้ต้องหาล๊อตสอง หากพบผิดฟันหมดไม่เว้นแม้กระทั่งพระ
18 ตุลาคม 2567 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. , พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. ร่วมแถลงความคืบหน้าคดี "ดิไอคอนกรุ๊ป" โดย พล.ต.ต.โสภณ กล่าวว่า ภาพรวมการรับแจ้งความจนถึงตอนนี้ มีผู้เสียหาย 2,170 ราย มูลค่าความเสียหาย 841 ล้านบาท
โดยวันนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้กำชับตำรวจหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ให้รับแจ้งความ โดยยึดต้นแบบของตำรวจสอบสวนกลาง ในการดำเนินการจัดทำศูนย์รับแจ้งความให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการรับแจ้งของประชาชนให้ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะไม่มีการบ่ายเบี่ยงไม่รับแจ้งความโดยเด็ดขาด
หากมีกรณีไม่รับแจ้งความจะถูกดำเนินการทางวินัย และจะมีการดำเนินการในด้านของการบริหารงานบุคคลอีกด้วย จึงอยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาที่ บช.ก. สามารถไปแจ้งความยังจุดที่อยู่ตามภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัยหรือจุดที่สะดวกในทุกท้องที่ ซึ่งขณะนี้ยังมีการรับแจ้งความอย่างต่อเนื่อง
ส่วนระยะเวลาในการฝากขัง เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของกฎหมาย 4 ฝาก 48 วัน เชื่อว่าจะสามารถทำงานได้ทัน หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ก็เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ทางพนักงานสอบสวน ยังประเมินพยานหลักฐาน ที่แสวงหามาได้อยู่ รวมถึงคำให้การของพยานบุคคลที่เข้ามาเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้มีการคัดแยกแบ่งผู้เสียหายออกเป็นกลุ่ม หากมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความเรื่อยๆเชื่อว่าจะไม่กระทบกับรูปคดี และพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้ โดยผู้เสียหายสามารถรวบรวมหลักฐานการโอนเงิน ข้อความแชทที่มีการติดต่อ ขอให้รวบรวมไว้และรีบดำเนินการมาแจ้งความ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่ บอสพอล ขอให้ปากคำเพิ่มเติม รวมไปถึงกระแสข่าวที่มีนอมินีให้เข้ามาแจ้งความ จะเป็นการดึงเวลาให้ทำสำนวนล่าช้าหรือไม่ พล.ต.ต.โสภณ ระบุว่า เชื่อว่าสามารถทำได้ทันแน่นอน พร้อมย้ำอีกว่า ทาง พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่ในการสืบทรัพย์ และเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องคริปโต โดยได้มอบหมายให้ บก.ปอศ. ที่มีความชำนาญในเรื่องทำคดีเกี่ยวกับสินทรัพย์และคริปโต ให้เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือพนักงานสอบสวนด้วยอีกส่วนหนึ่ง
“เท่าที่ทราบทรัพย์สินที่ยึดมามีรถจำนวน 24 คันเงินสด 7.5 ล้านบาท, นาฬิกา 51 เรือน, กระเป๋าแบรนด์เนมและสินค้าแบรนด์เนมมีจำนวนมาก โดยรวมสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 210 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง และยอมรับว่า มีผู้ต้องหาบางรายได้ทำการยักย้ายถ่ายเทจำหน่ายถ่ายโอนทรัพย์สิน ในส่วนนี้ก็จะมีความผิดเพิ่มเติมในเรื่องของการฟอกเงินด้วย
เมื่อถามว่า จากการที่สังคมตั้งคำถามว่า ดีเอสไอจะแย่งทำคดีหรือไม่ พล.ต.ต.โสภณ กล่าวว่า ตนมองว่าดีเอสไอ เข้ามาช่วยในเรื่องของการสืบทรัพย์ และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยดำเนินการทางคู่ขนานกัน หากหลังจากนี้พบว่า เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก็จะส่งมอบให้ทางดีเอสไอ ทางตำรวจจะส่งสำนวนให้ทางดีเอสไอเอง
โดยทางตำรวจก็ได้มีการทำงานร่วมกับ ปปง. ในการรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้ นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้มีการประสานให้ทางผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็นสำนักอัยการสูงสุด, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค, อย.ด้วย รวมไปถึงสรรพากรด้วย
ส่วนความคืบหน้าการออกหมายจับ ผู้ที่เกี่ยวข้องล็อตที่ 2 นั้น ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือแม้แต่พระสงฆ์ หากตรวจสอบพบว่า เข้าข่ายกระทำความผิด ก็จะดำเนินคดีทั้งหมดไม่ละเว้น ซึ่งกรณีที่มีคนมาแจ้งความร้องทุกข์ ให้ดำเนินคดีกับพระรูปหนึ่งนั้น ตำรวจก็จะรับเรื่องตรวจสอบ แต่ขณะนี้ตนเองยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดหลักฐานที่มีการแจ้งความ
ข่าวล่าสุด