โดย ร.ต.อ.ปัญญาพล (สงวนนามสกุล) รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน เป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว ต่อมามีการเจรจาไกล่เกลี่ย จนคู่กรณียอมชดใช้เงินคืนให้เต็มจำนวนและทำบันทึกข้อตกลง ตั้งแต่ ต.ค.66
โดยทุกครั้งที่ผ่านมาลูกหนี้นำเงินมาคืนจะต่อหน้าตำรวจ และเธอจะแบ่งเปอร์เซ็นรองสารวัตร 10% ของยอดเงินทั้งหมด
ผู้เสียหายยืนยันที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเลย ลูกหนี้ใช้หนี้ได้เกือบ 3 แสนบาทแล้ว กระทั้งเดือน ก.ค.67 เธอไม่สามารถติดต่อรองสารวัตรได้เลย ล่าสุดเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา อดีตสามีของเธอไปสอบถามจากลูกหนี้คนดังกล่าวถึงเงินที่เหลือ ก็บอกว่านำเงินมาฝากไว้กับตำรวจแล้วตั้งแต่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 2 หมื่นบาท
และเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ล่าสุด นำเงินจำนวน 10,000 บาทไปฝาก ตนและอดีตสามีก็งงว่าทำไมตำรวจถึงไม่เอาเงินมาคืน และพยายามติดต่อไปสอบถามยังรองสารวัตรคนดังกล่าว จนเจ้าตัวยอมรับว่าเงินอยู่ที่ตนจริง 30,000 บาท และนัดไปเอาสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพราะลูกหนี้จะเอาเงินมาใช้เพิ่มอีกก้อนหนึ่ง แต่พอถึงสิ้นเดือนก.ย.ตามนัด ตำรวจคนดังกล่าวก็ไม่ติดต่อมา
ทำให้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เงินและไม่สามารถติดต่อตำรวจได้ ทำให้เธอกังวลว่าจะไม่ได้เงิน 30,000 บาทคืน และทำให้ลูกหนี้ใช้เป็นข้ออ้างในการเบี้ยวไม่จ่ายหนี้ที่เหลือจนหมดอายุความ
โดย นายเอกภพ กล่าวว่า ความจริงแล้วตำรวจไม่ควรรับเงินจากผู้เสียหาย แต่ตนเข้าใจว่า 10% ผู้เสียหายเต็มใจจะให้เป็นสินน้ำใจ จึงขอให้รองสารวัตรนำเงินมาคืน เพราะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกเงิน และจะสอบถามไปยัง ผกก.โรงพักดังกล่าว