พร้อมกันนี้ได้นำหมายค้นศาลบุกทลายเซฟเฮ้าส์ “อิทธิพลมืดวัดด่านสำโรง” 5 จุด ดังนี้
- 1. บ้านพักใน ม.4 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.660/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
- 2. บ้านพักใน ม.6 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.661/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
- 3. บ้านพักใน ม.2 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.662/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
- 4. ห้องพัก ชั้น 7 คอนโดชื่อดัง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.663/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
- 5. บ้านพักใน ม.8 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ตามหมายค้นศาลอาญาที่ ค.664/2567 ลงวันที่ 2 ก.ค. 67
ผลการตรวจค้นพบหลักฐานที่เชื่อมโยงคดี ดังนี้
- 1.อาวุธปืน 38 กระบอก
- 2. กระสุนปืนกว่า 800 นัด
- 3. เงินสด 127,000 บาท
- 4. สมุดบัญชีธนาคาร 16 เล่ม
- 5. โฉนดที่ดิน 10 ฉบับ
- 6. คู่มือจดทะเบียนรถ 15 เล่ม
- 6. โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง
- 7. รถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 6 คัน พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ
- 8. ยุทธภัณฑ์ผิดกฎหมายจำนวนหลายรายการ
พฤติการณ์กล่าวคือ “อิทธิพลเถื่อน” จากเหตุอุกอาจเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 67 เวลา 03.00 น. บริเวณสามแยกไฟแดงลาซาล-แบริ่ง (ตัดใหม่) แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพ เกิดเหตุกลุ่มชายฉกรรจ์ “ยกโขยง” ขับรถจักรยานยนต์ไล่ล่าก่อนจะยิงจอดและตั้งป้อม ยิงใส่รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำ แม้จะเป็นระยะเกือบ 100 เมตร แต่คมกระสุนพุ่งเข้าศรีษะของ นายเจษฎา วิริยะ ที่นั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ อย่างแม่นยำจนทำให้เสียชีวิต
หลังสิ้นเสียงกระสุน ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ยังมีชีวิตอยู่พยายามก้มตัวและขับหลบหนีอย่างสุดชีวิต จนรถปีนข้ามเกาะกลางถนนขับสวนเลนไปอย่างทุลักทุเล แต่ขบวนรถจักรยานยนต์กลุ่มคนร้ายยังคงขับติดตามไล่ยิงอย่างเหี้ยมเกรียม
หลังเกิดเหตุสุดอุกอาจท้าทายกฏหมายนี้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.สั่งการทันทีให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 นำกำลังชุดสืบนครบาล , กก.สส.บก.น.5 และสืบสวน สน.บางนา ลงพื้นที่สืบสวนติดตามกลุ่มคนร้าย “เต็มสูบ”
จนสืบทราบว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มหัวโจกในพื้นที่ละแวกซอย “วัดด่านสำโรง” ซึ่งเคยร่วมกันก่อคดีในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ อาทิเช่น ร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ , ร่วมกันทำร้ายร่างกายฯ , ร่วมกันปล่อยเงินกู้ฯ , ร่วมกันบุกรุก โดยก่อเหตุลักษณะนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 คดี ในห้วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเดิมกลุ่มคนร้ายมักจะก่อเหตุแต่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ แต่คราวนึ้ย่างกรายมาก่อเหตุเลยเขตแดน จ.สมุทรปราการ เพียง 100 เมตร “จึงเป็นอำนาจการสืบสวนสอบสวนของนครบาล”
การสืบสวนนั้น“รองนพศิลป์” เปิดเผยว่า การตรวจสอบกล้องวงจรปิดละแวกที่เกิดเหตุทำให้ทราบว่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันไปก่อเหตุมีมากถึง 23 คน และยังพบเบาะแสว่ากลุ่มคนร้ายนี้เป็น “หัวเชื้อ” ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุของกลุ่มนักศึกษาช่างกลชื่อดังใจกลางกรุงในอีกหลายๆคดี และที่เห็นว่าต้องใช้มาตการขั้นเด็ดขาด เกิดจากเหตุการณ์ระหว่างที่ “ผู้การจ๋อ” นำกำลังชุดสืบนครบาลลงพื้นไล่กล้องวงจรปิดจนถึงบริเวณภายใน ซ.แบริ่ง 48/9 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พบชาวบ้านในละแวกต่างมีอาการหวาดผวาอย่างผิดปกติ
ทั้งนี้ชาวบ้านไม่กล้าให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพราะถูกทนายของกลุ่มคนร้ายมาข่มขู่ว่า “หากให้ตำรวจดูกล้องวงจรปิด จะยกพวกมาเผาบ้าน” และชาวบ้านยังแจ้งอีกว่าเหตุที่กลุ่มคนร้ายก่อเหตุซ้ำๆซากๆ แล้วยังสามารถลอยหน้าลอยตานี้ได้ เพราะมีทนายแสบเป็นผู้คอยตามล้างตามเช็ดเรื่องคดีนี้กับกลุ่มคนร้าย ทำกลุ่มคนร้ายย่ามใจกร่างได้สุดๆเช่นนี้ ซึ่งเมื่อชุดสืบสวนรับทราบเรื่องราวจากชาวบ้านในพื้นที่ ก็ตระหนักได้ว่าครานี้ ไม่ใช่การสู้กับผู้ร้ายทั่วไปแต่ต้องต่อสู้กับ “อิทธิพลเถื่อน”
จนช่วงเช้าตรู่ นำกำลังชุดสืบนครบาล พยัคฆ์ร่ายเทพนคร , กก.สส.บก.น.5 และ สน.บางนา กว่า 100 นาย เปิดปฏิบัติการ “โค่นอิทธิพลเถื่อนด่านสำโรง” นำหมายค้นศาลบุกทลาย “เซฟเฮ้าส์” แหล่งกบดาน 5 จุด ก่อนจะรวบตัวการสำคัญได้ ตรวจยึดอาวุธปืน 38 กระบอก กระสุนกว่า 800 นัด พร้อมยุทธภัณฑ์จำนวนมาก
หลังการจับกุมล่าสุดขยายผลทราบว่า หัวหน้าของกลุ่มคนร้ายคือ นายเพชร และ นายไปป์ ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตนักศึกษาช่างกลชื่อดังย่านบรรทัดทอง และยังพัวพัน “ธุรกิจสีเทา”