ขณะที่ นางรัตนา กล่าวว่า พ่อแม่ตนได้ซื้อที่ดังกล่าวไว้ 2 แปลง ตั้งแต่ปี 2503 แต่ไม่ได้เข้าใช้ทำประโยชน์เนื่องจากเป็นที่ดินตาบอด ก่อนจะส่งต่อให้ตนกับน้องสาวในเดือน พ.ค. 2546 แบ่งกันคนละแปลง ขนาด 326 ตารางวา และ 327 ตารางวา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครเข้าใช้ประโยชน์และอยู่อาศัย จึงได้ขอรังวัดที่ดิน ต่อมาในเดือน ก.ย.ปีเดียวกัน พบว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในที่ดิน จึงไปแจ้งความที่ สภ. ปากเกร็ด โดยตำรวจบอกว่าผู้บุกรุกได้ออกจากพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังมีผู้บุกรุกรายใหม่เข้ามาอยู่แทนตลอด
นางรัตนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังแจ้งความไว้อีกในปี 2559, 2565 และ 2566 ซึ่งชื่อของผู้ที่ถูกแจ้งความนั้นเปลี่ยนอยู่ตลอด และตนไม่เคยพบผู้ที่บุกรุกเพื่อมาพูดคุยกันเลย ขณะที่ตำรวจเพียงแค่ทำหน้าที่คอยสืบหาข้อมูลให้ ก่อนจะส่งอัยการไปเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อราว 5 ปีก่อน ตนพยายามไปเจรจากับผู้บุกรุกเพื่อขอให้เซ็นสัญญาเช่า แต่ผู้บุกรุกกลับไม่ยอม อ้างว่าคนอื่นที่เข้ามาอาศัยก็ไม่ได้เสียเงิน ถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา
นางรัตนา กล่าวว่า ตลอดเวลาตนเสียภาษีที่ดินมาทุกปี และรังวัดพร้อมสอบเขตที่ดินเช่นกัน ซึ่งเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เข้าไปประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลง อยู่ที่แปลงละประมาณ 3.4 ล้านบาท ดังนั้น แม้ว่ราตัวเองจะไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งที่ดิน
“ส่วนตัวไม่เครียด คิดว่าหากอะไรเป็นของเราก็เป็นของเรา คู่กรณีรู้อยู่ว่าไม่ใช่ของเขา น่าจะมีสำนึกบ้าง ไม่เช่นนั้นหากอยากได้ของคนอื่นแบบนี้ไปปลูกบ้านที่สนามหลวงอยู่ก็ได้หรือไม่” นางรัตนา กล่าว
ทนายคู่กรณียืนยันจะฟ้อง "ครอบครองปรปักษ์"
ขณะที่ นายปราญชา รุ่งทรัพย์ ทนายความฝั่งคู่กรณี ให้ข้อมูลว่า ลูกความตนเองเป็นคนไม่มีฐานะ จึงอาสาเข้ามาช่วยคดีนี้ ซึ่งในที่ดินข้อพิพาท มีการติดตั้งน้ำและไฟฟ้า และมีผู้อยู่อาศัยหลายราย ปลูกบ้านขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งได้รับรูปถ่ายมาแล้ว และย้อนไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน เจ้าของที่ดินได้ติดต่อผู้ที่อยู่อาศัยเพื่อทำสัญญาให้เช่าหรือสัญญาเกี่ยวกับการให้อยู่อาศัย แต่ผู้อาศัยนั้นไม่ยินยอม และอ้างว่าอยู่มาแล้ว 30 ปี ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์ในภายหลัง ซึ่งการครอบครองปรปักษ์นั้น ผู้ร้องจะต้องแสดงเจตนาเป็นเจ้าของเข้าครอบครองโดยสงบและเปิดเผยเป็นเวลา 10 ปี
ทั้งนี้ ยังคงยืนยันจะฟ้องร้องครอบครองปรปักษ์ต่อไป โดยยึดตามเจตนาของหลักกฎหมายที่ผู้แสดงสิทธิ์เข้ามาครอบครอง