เนชั่นทีวี

Feature & Lifestyle

เจาะลึกภัยเงียบจาก "ไข้ดิน": เตือนกลุ่มเสี่ยง "เบาหวาน-เกษตรกร" ระวังติดเชื้ออันตรายถึงชีวิต

21 เม.ย. 2569

เจาะลึกภัยเงียบจาก "ไข้ดิน": เตือนกลุ่มเสี่ยง "เบาหวาน-เกษตรกร" ระวังติดเชื้ออันตรายถึงชีวิต

เตือนภัย "โรคเมลิออยโดสิส" หรือโรคไข้ดิน พบผู้ป่วยสะสมกว่า 700 ราย เสียชีวิตแล้ว 23 ราย ชี้กลุ่มป่วยเบาหวานเสี่ยงเสียชีวิตสูงถึง 90% แนะเลี่ยงย่ำโคลนลุยน้ำเท้าเปล่า

ท่ามกลางสภาพอากาศที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและก้าวเข้าสู่ช่วงรอยต่อของฤดูกาล กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยสุขภาพที่มากับดินและน้ำอย่าง "โรคเมลิออยโดสิส" (Melioidosis) หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ "โรคไข้ดิน" หลังพบสถิติผู้ป่วยและอัตราการเสียชีวิตที่น่ากังวล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวและกลุ่มเป้าหมายในภาคเกษตรกรรม

 

เปิดสถิติวิกฤต: อัตราเสียชีวิตสูงในกลุ่มเปราะบาง

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ทางระบาดวิทยาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 18 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้วถึง 752 ราย โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 23 ราย ที่น่าตกใจคือครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ในโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของเชื้อชนิดนี้

จากการวิเคราะห์กลุ่มอายุพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ โดยกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปพบมากที่สุด ตามด้วยกลุ่ม 50-59 ปี และ 40-49 ปีตามลำดับ แม้ปัจจุบันจะยังไม่เข้าสู่ช่วงระบาดสูงสุด (ฤดูฝน พฤษภาคม-สิงหาคม) แต่อัตราการเสียชีวิตที่ปรากฏทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"เบาหวาน" ปัจจัยชี้ขาดรอดหรือร่วง

ประเด็นสำคัญที่จักษุแพทย์และอายุรแพทย์กังวลคือ "ปัจจัยโน้มนำ" หรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ข้อมูลระบุชัดเจนว่า ประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตจากโรคไข้ดิน เป็นผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากเชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายและรวดเร็ว

 

เชื้อแบคทีเรียทนทาน: ติดเชื้อได้เพียงแค่ "หายใจ"

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า โรคไข้ดินเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งมีความคงทนสูงในสิ่งแวดล้อม พบได้ทั่วไปในดินและน้ำตามนาข้าว ไร่สวน หรือบ่อน้ำ เชื้อร้ายนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ถึง 3 ทางหลัก

  • ทางผิวหนัง: ผ่านการสัมผัสน้ำหรือดินโดยตรง โดยเฉพาะหากมีบาดแผลขีดข่วน

  • ทางการกิน: ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ

  • ทางการหายใจ: สูดเอาฝุ่นละอองจากดินที่มีเชื้อเจือปนเข้าไป

หลังได้รับเชื้อ 1-21 วัน (หรือนานเป็นปีในบางราย) ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น ไข้สูง ไอเรื้อรัง หายใจหอบเหนื่อย หรือมีฝีหนองตามผิวหนัง ทำให้ในระยะแรกมักวินิจฉัยได้ยากและต้องอาศัยการเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผล

5 แนวทางป้องกันก่อนสายเกินแก้

กรมควบคุมโรคได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันเพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • สวมอุปกรณ์ป้องกัน: หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าลุยน้ำย่ำโคลน หากจำเป็นต้องทำงานในที่เปียกชื้นควรสวมรองเท้าบูทเสมอ

  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือเท้าด้วยสบู่บ่อยๆ และรีบอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังเสร็จภารกิจจากการสัมผัสดินและน้ำ

  • กินสุกดื่มสะอาด: เลือกดื่มน้ำที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุก และรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่

  • เลี่ยงฝุ่นและฝน: หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย หรืออยู่กลางสายฝนเป็นเวลานาน

  • สังเกตอาการ: หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วัน และมีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำ ให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติความเสี่ยงอย่างละเอียด

ท้ายที่สุด อุปสรรคใหญ่ของการรักษาคือ "ความล่าช้า" หากประชาชนรับทราบถึงความเสี่ยงและรีบเข้ารับการรักษาพร้อมแจ้งข้อมูลการสัมผัสดินและน้ำต่อแพทย์ จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำและลดโอกาสการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422