เมย์ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า..
"ไม่ย่อท้อที่จะทำความจริงให้ปรากฏ ยืนหยัดในความเป็นจริง ยืนยันไม่ใช่เรื่องความแค้นส่วนตัว แต่ทำเพื่อให้ความยุติธรรมปรากฏ คนผิดต้องไม่ลอยนวลให้เติบโตในราชการ ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบต่อไปได้ รวมทั้งจะต้องไม่มีเหยื่อเพิ่มขึ้นมาอีก"
ไทม์ไลน์การต่อสู้คดีซ้อมทรมาน "พลทหารวิเชียร"
"เมย์ นริศราวัลย์" เดินหน้าทวงความเป็นธรรมให้ "พลทหารวิเชียร" กระทั่งวันที่ 8 ก.ค. 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ส่งหนังสือแจ้งการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของ พลทหารวิเชียร เผือกสม ระบุว่า..
ระหว่างควบคุมของครูฝึกในหน่วยฝึกของค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ ในสังกัด ร.151 พัน.3 ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ร้อยโทหนึ่งนาย กับพวกรวม 10 คน ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ. 2473 มาตรา 30 (4) โดยจะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป
ข้อเท็จจริงตามบันทึกของหลานสาว ที่เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ และสาเหตุนั้นสอดคล้องกับรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกองทัพภาคที่ 4 ที่ กห 0448/2463 ฉบับลงวันที่ 5 ก.ค. 2554 ดังนั้น มารดาของพลทหารวิเชียร ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด
เนื่องจากเป็นกรณีละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยครูฝึก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกได้ทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียร จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต โดยได้รับความช่วยเหลือจากสภาทนายความ และจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นทนายความโจทก์และดำเนินการร่วมกับโจทก์ตลอดมา
โดยเป็นคดีความแพ่ง คดีเลขดำที่ 2072/2555 ศาลแพ่ง ระหว่างนางประเทือง เผือกสม โดยนางสาวนริศราวัลณ์ แก้วนพรัตน์ ผู้รับมอบอำนาจเป็นโจทก์ กับ กระทรวงกลาโหมที่ 1 กองทัพบก ที่ 2 สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 3 เป็นจำเลย ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นจำนวนทุนทรัพย์ 18,067,193 บาท 57 สตางค์ ลงวันที่ฟ้องเมื่อ 24 พ.ค. 2555 แต่ทั้งนี้คดีความแพ่งดังกล่าวสามารถไกล่เกลี่ยกันได้
ทั้งนี้ 21 ก.พ. 2557 ศาลแพ่ง ได้พิพากษาให้คดีความเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความคดีความหมายเลขแดง 596/2557 ตามที่กองทัพบกยอมจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวน 7,049,213 บาท โดยหักเงิน 5 แสนบาทที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ จ่ายเพิ่มประมาณ 6.5 ล้านบาท ให้กับครอบครัวของ พลทหารวิเชียร ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
เดินหน้าฟ้อง คดีอาญา ทางความเป็นธรรม
แม้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมทางสินไหมทดแทนในคดีแพ่ง แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ การดำเนินคดีอาญา กับ ข้าราชการทหาร โดยตลอดระยะเวลานับสิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของพื้นที่ พนักงานอัยการทหาร
ทั้งนี้มักจะมีเหตุอ้างว่า จำเป็นจะต้องรอการตรวจสอบ และชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และการขัดขืน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น ซึ่งกฎหมายได้บัญญัติการส่งสำนวนการสอบสวนไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.
นริสราวัลณ์ ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. โอนคดีความดังกล่าวนี้ไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม หรือ ป.ป.ท. เนื่องจากตำแหน่งทางราชการของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีหน้าที่ทางราชการต่ำกว่ายศพันตรีลงมา อยู่ในอำนาจการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ท. จนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โอนสำนวนคดีความดังกล่าวให้กับ ป.ป.ท. ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย และรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2555 หนังสือขอให้การเร่งรัดอีกฉบับได้ไปพร้อมกับเอกสารสำนวนคดีความกลับไปยังศาลมณฑลทหารบกที่ 42 ทั้งนี้เพราะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าโดยมิได้เจตนา แต่ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 83 มีโทษสถานหนักกว่า ความผิดฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์การไต่สวน และชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ลักษณะของการร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้พลทหารวิเชียร เผือกสมถึงแก่ความตายนั้น ได้มีหลักฐาน พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานแวดล้อมและอื่นๆ ยืนยันการกระทำความผิดที่ชัดเจน อีกทั้งคดีความแพ่ง ทางครอบครัวได้รับเงินสินไหมทดแทน 7,049,213 บาท จากหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว
แต่ในคดีทางอาญายังไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 10 นาย ยังคงโดนลงโทษแค่เพียงทางวินัย และได้กลับมาเป็นครูฝึกทหารเช่นเดิม มิหน้ำซ้ำผู้ถูกกล่าวหาบางนายยังได้เลื่อนขั้นตำแหน่งทางราชการในยศที่สูงขึ้นแล้วอีกด้วย แต่ทั้งนี้เนื่องจากกฏหมายที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ราชการจึงไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นจำเป็นจะต้องรอการดำเนินการชี้มูลความผิดในมาตรา 157 ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
9 ปีที่รอคอย ป.ป.ท. สรุปสำนวนส่ง อัยการศาลทหาร
ในส่วนของคดีอาญา ใช้ระยะเวลาการดำเนินคดียาวนานมาก โดยคดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ท. ซึ่งสรุปสำนวนส่งไปยังอัยการศาลทหาร รวมระยะเวลา 9 ปี ยื่นคำฟ้องต่อศาลทหาร เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 และยังคงอยู่ในกระบวนการดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันที่ 23–24 มิ.ย. 2565 ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 ได้นัดสืบพยานในคดีดำที่ 41 ก./2563 คดี "พลทหารวิเชียร เผือกสม" ถูก ร้อยโทภูริ เพิกโสภณ กับเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 คน เป็นจำเลยกรณีรุมซ้อมทรมาน มีพยานบุคคลเข้าให้ถ้อยคำจำนวนมาก
สำหรับการสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย มีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- วันที่ 23-24 มิ.ย. 2565 สืบพยาน จำนวน 4 ปาก
- วันที่ 21-23 ก.ย. 2565 สืบพยาน จำนวน 4 ปาก
- วันที่ 23–25 พ.ย. 2565 สืบพยาน จำนวน 6 ปาก
- วันที่ 25–27 ม.ค. 2566 สืบพยาน จำนวน 5 ปาก
- วันที่ 22-24 มี.ค. 2566 สืบจำเลยยศ "ร้อยโท" กับพวก และพยานโจทก์
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22-24 มี.ค. 2566 ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ได้มีการสืบพยานโจทก์เพียงจำนวน 2 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญขึ้นเบิกความในนัดดังกล่าว เหตุเพราะพยานโจทก์อีก 3 ปาก ซึ่งเป็นทหารที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุนั้นไม่ได้เดินทางมาที่ศาลตามนัดและไม่สามารถติดต่อให้มาเบิกความที่ศาลได้
นอกจากนี้จำเลยที่ 1-3 ได้แก่ หัวหน้าครูฝึก 1 ปาก ผู้ช่วยครูฝึก 1 ปาก และครูนายสิบ 1 ปากตามลำดับ ได้นำส่งคำเบิกความก่อนวันนัดสืบพยานดังกล่าว
ศาล แถลงว่า ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นระบบไต่สวน ศาลอาจมีการนัดสืบพยานเพิ่มเติมหากยังคงมีข้อสงสัยในประเด็นใดระหว่างการเขียนคำวินิจฉัย โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. 2566 แต่เมื่อถึงกำหนดปรากฏว่า ศาลได้แจ้งเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 25 ต.ค. 2566 และเลื่อนนัดอีกครั้ง จากวันที่ 25 ต.ค. 66 เป็นวันที่ 24 พ.ย. 66 ซึ่งเป็นวันปิดฉากคดีซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร เผือกสม
ปิดฉากคดีซ้อมทรมาน ความยุติธรรม 12 ปี 5 เดือน
24 พ.ย.66 ศาลมณฑลทหารบกที่ 46 อ่านคำพิพากษา คดีซ้อมทรมาน หลังเลื่อนมา 2 ครั้ง ซึ่งหากนับแต่วันสืบพยานเสร็จสิ้น 24 มี.ค 66 จนถึงวันพิพากษาเป็นเวลา 8 เดือน และยาวนานถึง 12 ปี 5 เดือน ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ครอบครัวของ พลทหารวิเชียร ต้องรอคอยความเป็นธรรม
สำหรับคดีซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร พนักงานอัยการศาลทหารเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายทหารยศร้อยโท กับเจ้าหน้าที่ทหารรวม 9 คน เป็นจำเลย ในคดีดำที่ 41 ก./ 2563 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา
รายงานจากนายทหารระดับสูง กองทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ศาลได้พิพากษาจำคุก คดีถึงที่สุดแล้ว เพราะศาลทหารในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก มีชั้นเดียว ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา ทหารทั้งหมดจึงเข้าเรือนจำวันนี้เลย และจะถูกออกจากราชการโดยอัตโนมัติ ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการสั่งข้าราชการทหารพักราชการ เนื่องจากศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่ากระทำผิดจริง
ขณะที่ "เมย์" นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก "นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์" ถึงความเป็นธรรมที่รอคอยมานานเกือบ 13 ปี ระบุว่า...
สิ้นสุดการต่อสู้กับอำนาจ ยศ และเงิน #เอาคนผิดทุกนายให้ออกจากราชการของกองทัพบกและได้รับโทษจำคุก
ตลอดระยะเวลา 12 ปี 5 เดือนกว่า ที่ลุกขึ้นสู้ไม่ถอยเพื่อตามหาความยุติธรรมในคดีพลทหารวิเชียร เผือกสม ตั้งแต่เพิ่งขึ้นปี 2 จนถึงตอนนี้ เมย์ผ่านเรื่องราวมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่มขู่ครอบครัว ถูกขู่ฆ่า คนมีอำนาจช่วยเหลือคนผิด ความช้าล่าของกระบวนการยุติธรรม และการกลายเป็นผู้ต้องหาถูกจับกุมตัว
วันนี้เมย์ทำสำเร็จแล้วนะคะ #เมย์พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าความถูกต้องและความยุติธรรมอยู่เหนืออำนาจและเงิน ถึงเป็นลูกนายพล มีทหารยศใหญ่ที่เลือกพวกพ้องมากกว่าความถูกต้องช่วยเหลือทุกขั้นตอน แต่ถ้าทำผิดก็ได้รับโทษทางกฎหมาย
24 พ.ย. 2566 มณฑลทหารบกที่ 46 มีคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 ร้อยโทลูกนายพล จำคุก 2 ปี
(คนที่แจ้งความจนเมย์ถูกจับกุมตัวเป็นผู้ต้องหา และใช้เวลาต่อสู้ 3-4 ปี จนอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง)
จำเลยที่ 2 ร้อยตรี จำคุก 4 ปี
จำเลยที่ 3 จำคุก 3 ปี
จำเลยที่ 4-5, 7-9 จำคุก 2 ปี
จำเลยที่ 6 เสียชีวิต
จำเลยที่ 10 หลบหนีตามหมายจับศาลทหาร
#ทั้งนี้ศาลทหารไม่มีอุธรณ์และฎีกา
สิ้นสุดแค่การตามหาความยุติธรรม แต่ไม่สิ้นสุดหน้าที่ความรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ ตามกองทัพบกเรื่องไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทน 7 ล้านบาทที่ใช้ภาษีประชาชนจ่ายให้กับครอบครัวเมย์ในคดีแพ่ง โดยกองทัพบกต้องตามไล่เบี้ยคืนจากจำเลยทั้ง 10 คนมาคืนให้กับเงินภาษีตามกฎหมายต่อไป
ถือเป็น คดีซ้อมทรมาน ที่กว่าจะจบลง ญาติและครอบครัว ต้องระยะเวลาที่ยาวนานในการวงความยุติธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคดีนี้คงเป็นบทเรียนให้กับทุกผ่าน ขอให้เป็นคดีสุดท้าย ยุติความสูญเสียของครอบครัว "พลทหาร" ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน!!